วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

วันที่ลงข่าว: 02/02/16
มหาวิทยาลัย เอกชนไทยพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจภาคภาษาจีนรองรับนักศึกษาจีนมุ่งหน้าเข้า มาเรียนเพิ่มมากขึ้นเพื่อโอกาสการทำธุรกิจในตลาดการค้าเสรีอาเซียน

อัทธ์ พิศาลวานิข คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีนักศึกษาจีนมาเรียนต่อในเมืองไทยมากขึ้น และกระจายอยู่แทบทุกมหาวิทยาลัย  เนื่องจาก ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกันมาตรฐานการศึกษาไทยได้รับการยอมรับมีหลักสูตรหลากหลาย

คณบดีคณะเศรษฐศาสต์ ม.หอการค้า ประเมินว่ามีนักศึกษาจีนในไทยไม่น้อยกว่า ๘,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดสำหรับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ส่วนใหญ่จะเรียนสาขาบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ นักศึกษาจีนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางโดยเฉพาะจากเขตปกครองตน เองกว่างซีจ้วงและมณฑลยูนนาน

ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจภาคภาษาไทยมาปรับเนื้อหาเป็น ภาษาจีน ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนทั้งหมด ในรูปแบบของไชนิส บิซิเนส สคูล เพื่อรองรับนักศึกษาจีนโดยเฉพาะ มีการจ้างอาจารย์ชาวจีนมาเป็นผู้สอน ปัจจุบันมีนักศึกษาประมาณ ๑๐๐ คน และในอนาคตอาจจะเพิ่มการเรียนการสอนภาษาจีนในหลักสูตรอื่น ๆ ด้วย

สาขายอดนิยมของนักศึกษาจีน คือสาขาบริหารธุรกิจ เพราะสามารถนำไปประกอบธุรกิจการค้าได้ โดยเฉพาะเมื่อเปิดเสรีอาเซียนเต็มรูปแบบ จีนอยู่ในกลุ่ม ASEAN+๖ ที่ให้ความสำคัญกับการตลาดในอาเซียนมาก ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ที่มาของข่าว http://dlfeschool.in.th

อินทนิล อินไชน่า :วิถีจีน..ร้อนสุดสุด คนจีนทำอะไร

อินทนิล อินไชน่า :วิถีจีน..ร้อนสุดสุด คนจีนทำอะไร
  2012-07-23 17:37:52  cri
แม้ปัจจุบันจีนจะเป็นประเทศที่ทันสมัย ยิ่งใหญ่ในเวทีโลก เศรษฐกิจกำลังดีวันดีคืน แต่คนจีนส่วนใหญ่ยังยึดมั่นในวิถีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานแสนนาน อย่างคติความเชื่อเกี่ยวกับการกินการอยู่ในช่วงร้อนสุด ๆ วันก่อนนั่งคุยเรื่องนี้กับคุณลู่จุ้นเพื่อนคนจีนเขาขยายความให้ฟังว่า
วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา คนจีนถือว่าเป็นวันแรกของช่วงร้อนสุด ๆ (หน้าร้อนของจีนเริ่มจากพฤษภาคม-สิงหาคม) หรือโถเทียน ช่วงร้อนสุด ๆ นี่จะมีประมาณ 40 วัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก โถฝู ปีนี้เริ่มจาก 18 กรกฎาคม นับไป 10 วัน วันแรกของช่วงร้อนสุด ๆ ช่วงแรกคนจีนนิยมกินเกี๊ยว ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล
ทำไมต้องกินเกี๊ยว? เขามีคำอธิบายว่า ช่วงหน้าร้อนทำให้คนเบื่ออาหาร การกินเกี๊ยวเจี่ยวจึที่รูปร่างคล้าย ๆ เงินจีนโบราณ ที่มีแป้ง หุ้มอยู่ภายนอกในใส้ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ผักต่าง ๆ ธัญพืช และซุป จะทำให้เจริญอาหาร รับประทานได้มากขึ้น ทำให้สุขภาพฟื้นตัวกลับมาดีดังเดิม เหมือนความเป็นสิริมงคลของชีวิตกลับมาเช่นเดิมยังไงยังงั้น
เจี่ยวจึหรือเกี๊ยว ยังมีอีกชื่อหนึ่งคือ เทียฝู ฝูแปลว่าสิริมงคล ส่วนเทีย แปลว่า ปิดหรือติด เทียฝูซึ่งแปลได้ว่า มีสิริมงคลติดมา
วันที่ 18 ที่ผ่านมา ดิฉันไปสังเกตการณ์ตามตลาดและร้านเกี๊ยว ปรากฏว่า ทั้งร้านขายแผ่นเกี๊ยว ร้านขายเกี๊ยว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยอดขายเพิ่มจากปกติเท่าตัว แสดงว่าคนจีนยังยึดมั่นในคติความเชื่อที่มีมาแต่โบราณกาล
นอกจากการกินเกี๊ยวแล้ว ในช่วงร้อนสุด ๆ ช่วงแรก คนจีนจะพากันไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของชุมชน เพื่อรับเอากอเอี๊ยะ ไปปิดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อคลายร้อนและรักษาสมดุลของร่ายกาย เนื่องจากเชื่อว่า หากใช้กอเอ๊ยะปิดรักษาความสมดุลย์ของร่างกายในช่วงร้อนสุด ๆ นี้แล้ว จะสามารถป้องกันโรคที่อาจจะกำเริบขึ้นในช่วงหนาวสุด ๆ ได้ เช่นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด ไหล่ตึง เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนจีนปิดกอเอี๊ยะ ตามไหล่ และส่วนต่าง ๆ ในร่างกายระหว่างนี้ ซึ่งมีการติดกันมาก ก็เชื่อได้เลยว่า เขารักษาสมดุลย์ของร่างกาย เพราะไม่งั้นที่จีน หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนจัด สาหัสไม่แพ้ที่ใด ๆ ในโลก การเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่คน ส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ช่วงที่สอง เอ้อร์ฝู ประมาณ 10-20 วัน วันแรกของเอ้อร์ฝู คนจีนจะกินบ๊ะหมี่ ซึ่งก็มีที่มา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่พืชที่ลงมือปลูกตอนต้นฤดูใบไม้ผลิสามารถเก็บเกี่ยว ได้แล้ว แป้งที่ทำบ๊ะหมี่จึงเป็นแป้งใหม่ ที่ยังมีความหอม นุ่มเนียน น่ารับประทาน จึงแนะนำให้รับประทานบ๊ะหมี่โดยเฉพาะบ๊ะหมี่น้ำจะได้คุณค่าของความสดใหม่ ทำให้ทานได้มากขึ้น แถมยังขับเหงื่อ ไล่ความร้อนออกจากร่างกายได้ด้วย
ช่วงที่สาม มีระยะเวลาประมาณ 10 วัน กินปิ่ง(แป้งทอด)กับไข่
ที่เล่ามาข้างต้นเป็นวิถีปฏิบัติของคนปักกิ่ง ในขณะที่มณฑลอื่น ๆ เขาก็มีวิถีปฏิบัติของเขาซึ่งมีทั้งเหมือนและแตกต่างจากปักกิ่ง
อย่างที่เมืองสีว์โจวที่อยู่ทางใต้ของกรุงปักกิ่งประมาณ 700 กิโลเมตร ที่นี่ในช่วงร้อนสุด ๆ เขาจะมีเทศกาล ฝูหยางเจี๊ย ร้านอาหารต่าง ๆ จะทำอาหารจากเนื้อแพะ เนื้อแกะมาขาย อุ๊แม่เจ้า กินแล้วไม่ร้อนกันไปใหญ่หรือ เพราะปกติเนื้อแพะเนื้อแกะนี่กินแล้วทำให้อุ่น มักกินกันในหน้าหนาว เหตุไฉนจึงมากินกันในหน้าร้อน อันนี่ก็มีที่มา คือเขาเชื่อว่าเอาความร้อนไปไล่ความร้อนในร่างกาย เหมือนเอาพิษไปไล่พิษในร่างกายยังไงยังงั้น
ในแง่ของนักโภชนาการจีน เขาแนะว่า อาหารที่ควรรับประทานในช่วงร้อนจัดนี้คือ ข้าว 5 อย่าง อันประกอบไปด้วย ข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวฟ่างและถั่วต่างๆ เพราะในอาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์(เส้นใย) คาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 สี เพราะอาหารแต่ละสีให้ประโยชน์ในการบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คือ
อาหารสีดำบำรุงไต สีแดงบำรุงหัวใจ สีเหลืองบำรุงม้าม สีขาวบำรุงปอด และอาหารสีเข้มบำรุงตับ
นอกจากความร้อนจากแสงอาทิตย์แล้ว ความร้อนจากอาหารก็อาจจะทำให้เราร้อนรุ่มเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะงั้น ก่อนกินต้องดูเหมือนกันว่าอาหารชนิดนั้นเป็นหยิน(ร้อน)หรือหยาง(เย็น) เพื่อจะทำให้สิ่งที่เรากินเข้าไปไม่ไปเพิ่มความร้อนให้ร่างกายมากยิ่งขึ้น แต่ท่านว่าไหม ร้อนกายน่ะ ยังไง ยังไง ก็ไม่เท่าร้อนใจ เพราะร้อนใจน่ะ บางทียิ่งกว่าไฟจี้ซะอีก

http://thai.cri.cn/247/2012/07/23/225s200384.htm

อินทนิล อินไชน่า:เติ้ง เพ่ย เพ่ย สะท้อนความต่างระหว่างห้องเรียนจีน-ไทย

อินทนิล อินไชน่า:เติ้ง เพ่ย เพ่ย สะท้อนความต่างระหว่างห้องเรียนจีน-ไทย
  2012-08-06 16:20:54  cri
ช่วงนี้เป็น ช่วงปิดเทอมใหญ่ในจีน นักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งจะพากันไปฝึกงานตามหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เติ้ง เพ่ย เพ่ย สาวน้อยน่าใส ชื่อไทยคือ สุภัทรา ชื่อเล่น ชมพู่ (เหตุที่ชื่อนี้เพราะชอบรับประทานผลไม้ชนิดนี้มาก ) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ซึ่งเรียนภาษาไทย มาฝึกงานที่สถานีวิทยุซีอาร์ไอ เธอเคยไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นเวลา 3 เดือน เราอยากรู้ว่า บรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลับระหว่างจีนกับไทย มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพ่ยเพ่ย สะท้อนให้ฟังตั้งแต่เรื่องแรกที่ทำให้เธอกังขาแล้วต่อมากลายเป็นความประทับ ใจสุดสุด คือเรื่องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนของนักศึกษาไทย
"หนูไปเข้าห้องเรียนไทยครั้งแรก เรื่องประทับใจที่สุดก็คือ นักศึกษาไทยชอบถอดรองเท้าทุกคน หนูก็คิดว่า ทำไมนักศึกษาไทยชอบทำเรื่องนี้ที่ไม่มีมารยาทมากที่สุดสำหรับคนจีน หนู แปลกใจมาก"
การถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน สำหรับคนจีนถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีมารยาท จะต้องใส่รองเท้าก่อนตลอดเวลา ในห้องเรียนก็ใส่ จึงจะเป็นเรื่องที่มีมารยาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนปักกิ่ง ถ้ามีมารยาทจะต้องใส่ถุงเท้าด้วย
แต่พอไปเห็นนักเรียนไทยเข้าห้องเรียนโดยถอดรองเท้า เข้าห้องเรียนด้วยเท้าเปล่า เรารู้สึกว่า ทำไมดูเหมือนว่าเขาไม่มีมารยาท อันนี้เพราะว่า วัฒนาธรรมเราต่างกัน คนไทยเขาถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน
" ต่อมาก็ได้คำตอบ เขาบอกว่าถ้าใส่รองเท้าจะทำให้พื้นสกปรก ถ้าถอดรองเท้า เป็นเท้าเปล่าจะทำให้พื้นสะอาดกว่า สามารถนั่งบนพื้นได้เลย อันนี้ก็คือรู้เหตุผลแล้วว่า วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ข้อแตกต่างข้อที่สองที่ชมพู่สังเกตเห็นคืออะไร?
"นักศึกษาไทยชอบทำงานกลุ่ม เก่งงานกลุ่มมาก แต่ถ้าเป็นนักศึกษาจีนเราไม่ค่อยชอบทำงานกลุ่ม ทำงานใด ๆ ก็ชอบทำงานคนเดียว ไปอยู่ห้องเดียวแล้วทำงานคนเดียว ไม่ค่อยชอบร่วมมือกับนักศึกษาคนอื่น หนูคิดว่านี่ก็คือเรื่องดีที่สุดสำหรับนักศึกษาคนไทย "
การที่นักศึกษาจีนไม่ชอบทำงานกลุ่มชอบทำงานเดี่ยว น่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นลูกคนเดียวไหม เพราะนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ลูกคนเดียว มีพี่มีน้อง แชร์กันในเรื่องต่าง ๆ ก็เลยทำให้การทำงานกลุ่มไม่ใช่เรื่องยาก เธอบอกว่า
"น่าจะเกี่ยวกันนิดหน่อย
ตอนนี้สังคมจีนส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวเดี่ยว คือมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายแต่มีลูกคนเดียว ใครก็คิดว่าตนเองเป็นศูนย์ของครอบครัว เป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายก็ได้"
ความแตกต่างอีกด้านที่ชมพู่เห็นชัดคือ นักศึกษาไทยชอบวาดภาพประกอบในงานที่ส่งอาจารย์
"นักศึกษาไทยทำงานสวยมาก ชอบวาดเขียน ทำให้กระดาษการบ้านสวยมาก
เวลาที่มีงานจะส่งครู นักศึกษาไม่ใช่เพียงแค่เขียนตัวหนังสือลงไป แต่ยังมีการออกแบบ ทั้งการเขียนด้วยมือ วาดภาพประกอบไปด้วย คิดว่านักศึกษาไทยมีศิลปะมาก
ที่จีนคือ อาจารย์สั่งอะไร เราก็ส่งอย่างนั้น ถ้านักศึกษาเขียนดอกไม้ ไปวาดต้นไม้อยู่ในกระดาษการบ้าน อาจารย์จะคิดว่าไม่มีมารยาทนัก"
สำหรับเรื่องขนาดห้องเรียน เธอบอกว่า
"ถ้าเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยราชภัฏกับมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง ที่มหาวิทยาลัยเราห้องเรียนจะเล็กกว่าห้องเรียนของราชภัฏ เพราะว่าในมหาวิทยาลัยเราทุกห้องทุกชั้นจะมีนักศึกษาไม่เกิน 30 คน แต่ที่เชียงใหม่ห้องละประมาณ 50- 60คน มีจำนวนนักศึกษามากกว่า"
การไปเรียนที่ไทยซึ่งต้องร่วมชั้นกับเพื่อนนักศึกษาเยอะ ๆ ทำให้เธอสนุก
"ชมพู่ สนุกมากค่ะ เพราะเขาคิดว่าเราเป็นฝรั่ง มาจากต่างประเทศ เขาก็ชอบมาคุยกับเรา ก็ถามเรื่องนี้ถามเรื่องนั้น ถามว่าที่ปักกิ่งเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่เราไม่เคยเห็น คนไทยชอบถามเรื่องหิมะมากสุด เพราะว่าที่เมืองไทยไม่มีหิมะ เขาก็ชอบถามว่าที่ปักกิ่งหิมะตกไหม
ไปช่วงไหนจึงเจอหิมะ"
การเข้าห้องเรียนของนักศึกษาไทยกับนักศีกษาจีนมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
" แตกต่างกันมาก ที่เมืองไทย ไม่ว่าเป็นนักศึกษาหรือว่าอาจารย์ ไม่ค่อยชอบตรงเวลา แต่ที่ประเทศจีนนักศึกษาและอาจารย์ก็ต้องตรงเวลา นักศึกษาต้องมาก่อนอาจารย์
ประมาณสิบนาที จะไปพร้อมที่ห้องเรียน เพื่อตั้งใจฟังอาจารย์ นักศึกษาจีน ทุกคนต้องอยู่ในหอพักของมหาลัย แต่ที่เมืองไทยไม่มีหอพักสำหรับทุกคน อาจมีบางส่วน บางที่ ของจีนนี่ถ้ากลับบ้านต้องคอยวันหยุด"
แม้ตอนแรกเธอจะไม่ได้เลือกมาเรียนภาษาไทย แต่เมื่อมหาวิทยาลัยให้เธอเรียน เธอพยายามทำความรู้จักกับประเทศไทย จากสื่อต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์ ละคร เพลง เธอบอกว่า ตอนนี้เธอรู้สึกดีใจที่ได้เรียนภาษาไทย คนไทยใจดี ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ 3 เดือน มีปัญหาอะไร คนไทยพร้อมช่วยเหลือ มีคนหนึ่งเป็นแม่ค้าผลไม้ ใจดีมาก จะคอยถามไถ่ทุกข์สุขต่าง ๆ และบอกเสมอว่าถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกได้เลยนะ คนไทยน่ะยิ้มเก่งใจดี ถ้ามีโอกาสเธออยากไปเที่ยวไทย แต่ถ้าไปทำงานทั้ง ๆ ที่อยากไป แต่ก็คงต้องคิดหนัก เพราะพ่อแม่จะเป็นห่วง
เธอทิ้งท้ายว่า " แม้ต่างวัฒนธรรม แต่ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ก็น่าจะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข "

http://thai.cri.cn/247/2012/08/06/225s200873.htm

ชีวิตความเป็นอยู่ของ นศ.จีน ในไทย


ชีวิตความเป็นอยู่ของ นศ.จีน ในไทย

มิสเหอ หุ้ย ชื่อไทย น.ส.หัทยา ชื่อ เล่น ขนมจีน อายุ 23 ปี  มีภูมิลำเนาอยู่เมือง Linzhou มณฑลกวางสี ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน  บิดา-มารดา ประกอบอาชีพเกษตรกร (ปลูกต้นไม้ขายเพื่อทำโลงศพ)  ปัจจุบันฝึกงานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (ระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 29 มีนาคม 2556) โดยได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านเอกสาร ติดต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะคนจีน หรือสถานที่ราชการของจีน ซึ่งต้องการมาศึกษาดูงานในประเทศไทย และแปลเอกสารจีน หรืออังกฤษเป็นภาษาไทย

“อาจารย์เป็นคนแนะนำให้มาฝึกงานที่นี่ ตอนแรกก็รู้สึกผิดที่ผิดทาง เพราะต้องใช้ภาษาไทยเยอะมาก ทั้งการฟังพูด อ่าน เขียน โดยหลังจากติดต่องานกับคนต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือฝรั่ง ก็ต้องแปลเอกสารการติดต่อให้เป็นภาษาไทยส่งหัวหน้างานด้วย แต่ระยะหลังปรับตัวได้ รู้จักวิธีทำงานมากขึ้น หาเอกสารได้เร็วขึ้น ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ฝึกงานก็จะมีอาจารย์จากทางมหาวิทยาลัย และหัวหน้างานช่วยกันประเมิน และให้คำแนะนำเป็นระยะๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะเรียนรู้เรื่องการทำงานโดยตรงแล้ว ยังทำให้รู้จักและพูดภาษาไทยได้ดีขึ้น”
มิสเหอ หุ้ย เริ่มเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ในปี 2552 หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ที่กวางสี และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกวางสี 1 ปี แต่สนใจเมืองไทย และทราบจากอาว่าที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง มีอาจารย์ที่ช่วยเด็กทำเอกสารติดต่อเรียนในต่างประเทศ จึงเข้าไปติดต่อ  ประกอบกับมีงาน Education Application ซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยกว่า 40 แห่ง ไปออกบู้ท ในที่สุด ก็เลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะคุณสมบัติค่อนข้างตรง คือจบชั้น ม.6 และมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษดี
ขั้นตอน คือเข้าไปสมัครเรียนทางเว็บไซด์ โดยมีมหาวิทยาลัยปักกิ่งช่วยรับรองในการสมัคร เมื่อผ่านการคัดเลือก ทางคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และหัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์  ก็เดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง (สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) และทราบผลภายในวันสัมภาษณ์นั้นเอง ซึ่งเมื่อผ่านก็ต้องทำวีซ่าเข้าไทย ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือการทำวีซ่า พร้อมกันนั้นก็เข้าเรียนภาษาไทยเบื้องต้น เช่น คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ไวยากรณ์ต่างๆ
เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่ ก็ได้เข้าพักในหอพักนานาชาติ ของทางมหาวิทยาลัย จึงเริ่มเรียนภาษาไทยจากพื้นฐาน ก.ข. เป็นระยะเวลา 4 เดือน  หลังจากนั้นก็เข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเลือก ซึ่งนักเรียนในห้องเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน แต่ในเวลาเรียนอาจารย์ห้ามพูดภาษาไทย หรือจีน แต่ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น ทำให้ต้องฝึกฝนภาษาไทยเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน เช่น สนทนากับเพื่อนระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมที่ทำให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดก็มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา นานาชาติในเชียงใหม่ เพื่อแข่งขันกีฬา และประกวด Miss / Mr. International  ซึ่งพบว่าแต่ละปีมีนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน และเกินร้อยละ 90 เป็นนักศึกษาจีน
มิสเหอ หุ้ย เล่าต่อไปว่าก่อนมาเมืองไทย คิดว่าคนไทยผิวดำ การแต่งกายสวมใส่ชุดไทย ผมมัดเกล้าสูง ผู้คนสวย หล่อ แต่ไม่ค่อยรวย และเมื่อมาอยู่จริงก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ คนเชียงใหม่สวย และใจดีมาก ที่เห็นได้ชัดเจนคือเพื่อนคนหนึ่งเลือกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมมาเที่ยวเชียงใหม่ และอยากไปวัดเจดีย์หลวง จึงไปถามทางจากคุณยายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน คุณยายช่วยอธิบายทางดีมาก และยังนำนมกล่องมาให้ดื่มแก้กระหายด้วย ขณะที่ผู้ชายอีกคนหนึ่งก็บอกว่าคุณยายอธิบายแล้วไม่รู้จะไปถูกไหม  เอามอเตอร์ไซด์ไปส่งดีกว่า เมื่อคุณยายได้ฟังก็กุลีกุจอหาหมวกกันน๊อคมาให้ใส่ ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
และจากการได้ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งใน จ.เชียงใหม่ เช่น น้ำพุร้อนสันกำแพง ดอยสุเทพ สวนราชพฤกษ์ ปางช้างแม่สา ม่อนแจ่ม สะเมิง หรือต่างจังหวัด อย่างเชียงราย น่าน เลย แม่ฮ่องสอน  ก็รู้สึกชอบธรรมชาติ และความสะอาดของเมืองไทยมาก ซึ่งคิดว่าในภาพรวมเมืองไทยสะอาดกว่าจีน  และที่ชอบเป็นพิเศษคือการตั้งแคมป์ ที่เชียงคาน จ.เลย รู้สึกสงบเงียบ มีแม่น้ำไหลผ่าน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังอยู่  มีของว่างให้เลือกรับประทานเยอะแยะ แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโอกาสเดินทางไปติดต่อธุระ 2 ครั้ง รู้สึกอากาศร้อน อึดอัดกว่าเชียงใหม่มาก
สภาพภูมิอากาศที่ต่างกันระหว่างเชียงใหม่ กับมณฑลกวางสี ซึ่งที่นั่นจะเย็นกว่า ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก แต่เชียงใหม่มีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนมากๆ ดังนั้นต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ต้องกินเย็น ถ้ากินร้อนจะเป็นร้อนในง่ายมาก และยังแพ้อากาศ เนื่องจากน้ำมีสิ่งเจือปน แต่ปัจจุบันสามารถรับประทานอาหารไทยได้หลายอย่างแล้ว อาทิ กระเพราหมูกรอบ ต้มยำ ข้าวผัด และที่ชอบมากจนถูกตั้งเป็นชื่อเล่น คือขนมจีน
ขณะเดียวกันวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มิสเหอ หุ้ย ยังใช้เวลาว่างสอนภาษาจีนให้กับเด็กไทยคนหนึ่งย่านตลาดเมืองใหม่ ประมาณครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีเศษ และตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ มีโอกาสกลับบ้านที่จีนปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดเทอม ระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งหากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อในเมืองไทย ก็จะบอกให้ดูวิชาที่จะเรียนก่อนว่าอยากเรียนอะไร และหากเลือกได้อยากให้เรียนเชียงใหม่มากกว่ากรุงเทพฯ เพราะอยู่สบายกว่า เป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าอยู่ และผู้คนใจดี แม้หลังเรียนจบอยากทำงานหาประสบการณ์ต่อ ที่เชียงใหม่อาจได้เงินเดือนน้อยกว่ากรุงเทพฯ
“หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรี คงต้องกลับไปทำงานที่จีน เพราะพ่อแม่ย้ำเสมอว่าเป็นลูกผู้หญิง ไม่อยากให้อยู่ไกลบ้าน ซึ่งความรู้ที่เรียนไป สามารถนำไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือเลือกทำงานโรงแรม การท่องเที่ยวก็ได้” มิส เหอ หุ้ย กล่าวในตอนท้าย

คนต่อมาได้แก่ Mr Zhuo Kangping   ชื่อไทย นายอชิตพล ชื่อเล่น ห้าม อายุ 23 ปี เป็น นักศึกษาแลกเปลี่ยนไทย-จีน  2 ปี (ช่วงปี 3-4) ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มาจากครอบครัวนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ในมณฑลกวางสี


อชิตพล เริ่มเรียนวิชาธุรกิจระหว่างประเทศในประเทศจีน 2 ปีแรก และเลือกเรียนภาษาไทย เพราะเคยดูภาพยนตร์ไทย จึงมโนภาพเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ว่าเป็นเมืองสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ประกอบกับในมหาวิทยาลัยมีการเปิดห้องเรียนสอนภาษาต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันอยู่ คือ ภาษาไทย 5 ห้อง ภาษาเวียดนามเปิดสอน 4 ห้อง และภาษาอินเดีย เปิดสอนแค่ 1 ห้อง จึงมีพื้นฐานคำศัพท์ และอ่านภาษาไทยได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในประเทศจีน แต่ไม่เก่งนัก เพราะสอบติดเอฟวิชาภาษาไทย
ขั้นตอนดำเนินการเพื่อเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยค่อนข้างง่าย เพราะเป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย เข้าไปประสานกับทางจีนโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยช่วงแรกๆ ฟังภาษาไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะคนไทยพูดเร็ว ต้องค่อยๆ ปรับตัว เช่นเดียวกับอาหารการกิน ซึ่งช่วงอยู่ในประเทศจีนก็เคยรับประทานอาหารรสเผ็ดมาบ้าง แต่เมื่อมาทานอาหารรสเผ็ดในไทยมักจะท้องเสีย
เพื่อนในห้องเรียนมี 24 คน ก็เป็นคนจีนทั้งหมด  เช่นเดียวกับเพื่อนในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างก็จะเที่ยว หรือรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งคิดว่าที่เที่ยวกลางคืนในเมืองไทยสนุกกว่าเมืองจีนมาก เพราะจีนเป็นแผ่นดินที่มีคนอาศัยอยู่มาก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงมีคนเยอะ เที่ยวไม่ค่อยสนุก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปกับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ คือ จ.แม่ฮ่องสอน ที่วิ่งรอบทั้งจังหวัด เริ่มจาก อ.ปาย ไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สะเรียง นอกจากนี้ยังเคยขี่รถขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งชอบมาก เพราะอากาศเย็นสบายคล้ายกับบ้านเกิดในประเทศจีน”
ขณะเดียวกัน อชิตพลยังมีโอกาสได้ร่วมงาน Chinese festival-Middle autume festival ซึ่งมีนักศึกษาจีนทั่วเชียงใหม่กว่า 1,000 คน มาพบปะสังสรรค์อย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย โดยแต่ละปีจะหมุนเวียนจัดในสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และพบปะสังสรรค์กันในงานย่อยๆ เช่น ตรุษจีน งานแข่งขันกีฬา
อชิตพล เล่าว่า รุ่นพี่บางคนที่มาอยู่เมืองไทยหลายปีมีเพื่อนเป็นคนไทย ก็แนะนำให้รู้จัก และได้พูดคุยกันบ้าง ทำให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น แต่ยังต้องพูดออกเสียงช้าๆ และขณะนี้เขาเองก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยบ้างแล้ว แม้จะไม่มากนัก สำหรับการฝึกงานที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพราะได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานที่นี่มาก่อน (ตอนนี้รุ่นพี่กำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่)  ว่าจะได้ฝึกภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน สนทนา และการพิมพ์งาน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะหลังจากทางมหาวิทยาลัยส่งจดหมายขอฝึกงานมายังฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และมีการตอบรับแล้ว ก็เริ่มเข้ามาฝึกงาน และพบว่าสามารถใช้ภาษาไทยได้เก่งกว่าเดิม พิมพ์งานได้เร็วขึ้น โดยลักษณะงาน เป็นการติดต่อประสานงานกับกงสุลจีน หรือคนจีน แล้วแปลเป็นภาษาไทยให้หัวหน้างาน
“ตั้งแต่มาเรียนในเมืองไทย ผมได้กลับบ้านแล้ว 1 ครั้งช่วงปิดเทอม และได้หารือกับพ่อแม่ว่าหลังจากเรียนจบ รับปริญญาแล้ว อยากทำงานหาประสบการณ์ในเมืองไทยก่อน ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาต แต่หลังจากนั้นต้องกลับไปทำงานในจีน ซึ่งวางแผนว่าอาจทำงานในไทยสัก 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องต้องต่อวีซ่า โดยคิดว่าจะสมัครงานในบริษัทส่วนตัวของคนจีน เช่น ธุรกิจส่งออกผลไม้ หรือบริษัทขนส่ง บริษัทท่องเที่ยว เป็นต้น”
อชิตพล กล่าวในตอนท้ายว่า ถ้ามีโอกาสแนะนำรุ่นน้องคนจีนที่อยากมาเรียนในประเทศไทย ก็จะถามว่าต้องการเรียนอะไร และหากเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จะลดปัญหาเรื่องการใช้ภาษา ไทยที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วได้มาก เพราะช่วงแรกทางมหาวิทยาลัยจะให้ฝึกภาษาไทย เป็นการปรับพื้นฐานก่อน แล้วจึงเริ่มเรียน ซึ่งหากเลือกไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นๆ ของเมืองไทย อาจไม่ได้เรียนภาษาไทยปรับพื้นฐานก่อน.

http://www.northpublicnews.com/ชีวิตความเป็นอยู่ของ-นศ/

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

ภาษาจีน อาวุธลับที่ซึมลึก

ภาษาจีน อาวุธลับที่ซึมลึก             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ เอกรัตน์ บรรเลง



ในฐานะคู่ค้าปฏิเสธไม่ได้ว่าจากนี้ ไปคนไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว "จีนศึกษา" กันมากขึ้น ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และปรัชญาจีน เพื่อให้รู้เขารู้เรามากที่สุด แต่คำถามมีอยู่ว่า การที่คนไทยสามารถพูดจีนได้มากขึ้น จีนหรือไทย ใครจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2552 ที่โรงแรมรัชดาซิตี้ โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่เลยสี่แยกห้วยขวางไปไม่เกิน 300 เมตร คลาคล่ำไปด้วยบรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนจีนและผู้บริหารโรงเรียนสามัญศึกษา ที่เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนจากทั่วประเทศไทยจำนวนมากกว่า 500 คน

ทุกคนมาร่วมประชุมกันในงาน "สัมมนาผู้บริหารโรงเรียนเพื่อสร้างเครือข่าย" ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียน ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมศึกษาทุกแห่งในประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนภาษาจีน (หลักสูตรจีนแผ่นดินใหญ่) รวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายในลักษณะสมาพันธ์โรงเรียนสอนภาษาจีนขึ้นโดยเฉพาะ

การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ให้เกียรติขึ้นเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ

เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของยุทธศาสตร์การค้าระหว่างจีนกับประเทศไทย

เพราะหากคนไทยสามารถพูดภาษาจีนได้มากขึ้นเท่าใด ย่อมจะส่งผลต่อการค้าการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ

จีนให้ความสำคัญในการสนับสนุนสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ได้เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนมาระยะหนึ่งแล้ว

เป็นการให้ความสำคัญที่ดูจะมากกว่าที่จีนให้กับประเทศอื่นๆ

ยกตัวอย่างสถาบันขงจื๊อที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้มีการจัดตั้งขึ้นตาม สถาบันอุดมศึกษาของประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเพียงประเทศละ 1-2 แห่ง

ในประเทศไทยกลับมีสถาบันขงจื๊อ อยู่มากกว่า 10 แห่ง กระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ

4-5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งทุ่มงบประมาณผ่านเฉียนปั้น (สำนักงานกิจการ ด้วยจีนโพ้นทะเล) และฮั่นปั้น (กระทรวงศึกษาธิการของจีน) ดำเนินงานผ่านสถาบันขงจื๊อ ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยวางตำแหน่งไทยเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้

จีนสนับสนุนให้ครูอาสาสมัครมาสอนในไทยมากขึ้น เฉพาะปี 2550 ส่งมาแล้ว 639 คน โดยฝ่ายไทยจ่ายค่าจ้างเดือน ละ 8,000 บาท พร้อมดำเนินการเรื่องพักอาศัยในไทยทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายจีนจะรับผิดชอบเรื่องค่าเดินทางและจ่ายสมทบให้ครูจีนอีกเดือนละ 200 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งประกันชีวิต แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความตื่นตัวในการเรียนภาษาจีนของคนไทยเองที่มีมากขึ้น เพราะมองว่าจีนเป็นภาษาที่ 3 ที่เขาต้องรู้นอกเหนือจากภาษาแม่และภาษาอังกฤษ

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าแกนเศรษฐกิจ ของโลกกำลังเปลี่ยนมาอยู่ทางเอเชียโดย มีจีนเป็นผู้นำ

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ ไทย เพราะไทยมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อยู่อีกมาก อันเนื่องมาจากนโยบายปิดโรงเรียนจีนตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้การเรียนภาษาจีนของคนไทยขาดช่วงไปกว่า 10 ปีเต็ม

แม้ต่อมาภายหลัง รัฐบาลอนุมัติให้เปิดการสอนภาษาจีนได้อีกครั้ง แต่แนวโน้มของโลกที่เปลี่ยนแกนไปอยู่ทางตะวันตก ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่จัดตารางเรียนไว้เพียง 1-2 คาบต่อสัปดาห์เท่านั้น ทำให้การเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร

ส่วนโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ได้รับแรงหนุนจากชุมชนชาวจีนต่างๆ ทั่วประเทศที่จัดตารางเรียนภาษาจีน 5-10 คาบต่อสัปดาห์นั้น ในมุมหนึ่งกลับเกิดคำถามถึงอนาคตของนักเรียนที่จบหลักสูตรเช่นกัน เพราะหากมุ่งเส้นทางสายนี้ แน่นอนว่าโอกาสที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไทยย่อมน้อยลงไปด้วย

จึงถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของโรงเรียนสอนภาษาจีน ที่จะต้องสร้างศรัทธาจากผลสัมฤทธิที่ออกมาจากตัวศิษย์เก่าที่จบออกไปรุ่น แล้วรุ่นเล่าเป็นหลัก

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตามภูมิศาสตร์นับเป็นด่านหน้าที่จะรับกับกระแส จีน ซึ่งทะลักลงมาตามแม่น้ำโขง แม้จะมีโรงเรียนสอนภาษาจีนเกิดขึ้นทุกๆ จังหวัด แต่ก็ยังเพิ่งกลับมาตั้งไข่เช่นกัน

"ถ้าดูแนวโน้มเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนแล้ว เดิมทุกอย่างอยู่ที่ตะวันตก แต่อนาคตคำตอบอยู่ที่โซนตะวันออกอย่างจีน อินเดีย เวียดนาม ซึ่งไทยจะก้าวทันหรือไม่ ก็อยู่ที่การสอนให้คนรู้ภาษาจีน ไม่งั้นไม่ทัน" ดิษฐ์ ลินพิศาล ประธานมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง มูลนิธิที่เป็นเจ้าของโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ โรงเรียนสอนภาษาจีนชื่อดังของเชียงใหม่ กล่าวกับผู้จัดการ 360 ํ

มูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง เดิมชื่อมูลนิธิช่องฟ้าวาณิชบำรุง ก่อตั้งเมื่อปี 2515 โดยณรงค์ ศักดาทร เจ้าของนิยม พานิช เป็นแกนนำในการก่อตั้ง

ตามบันทึกโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ ของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ 8 สถาบัน ระบุว่า "ช่องฟ้าซินเซิง" เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนในเชียงใหม่ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ปี 2444 เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของนักธุรกิจเชื้อสายจีนจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (ตี๋ย่ง แซ่แต่, สุ่นอี้ แซ่ฉั่ว หรือหลวงอนุสารสุนทร, เอี่ยวหก แซ่เอง, อุ่ย แซ่เหลี่ยว หรือเหลี่ยวหย่งง้วน) บริจาคทรัพย์-ที่ดิน จัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกชื่อ "โรงเรียน ฮั่วเอง" บนถนนเจริญราษฎร์ใกล้กับวัดเกตุ เปิดสอนภาษา-วัฒนธรรมจีนให้กับลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่มีจำนวนมากใน เชียงใหม่ จากนั้นขยับขยายไปตั้งบนถนนช้างคลาน (ปัจจุบันคือที่ตั้งไนท์บาร์ซา ที่ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของมูลนิธิฯ)

เนื่องจากชาวจีนในเชียงใหม่มีจำนวนมากและใช้ภาษาแตกต่างกัน เช่น จีนแคะ ไหหลำ กวางตุ้ง หยุนหนัน ฯลฯ ทำให้ระยะที่ผ่านมามีการก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนมากถึง 8 แห่ง (ฮั่วเอ็ง, หัวเคียว, ชิงหัว, ซินเซิง, ช่องฟ้า, ศักดาวิทยา, วาณิชบำรุงวิทยา และสหศึกษา) ก่อนยุบรวมเป็น "ช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2549 และย้ายมาอยู่เลขที่ 196-197 หมู่ 2 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 4 ในปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 6

อย่างไรก็ตาม ในการทำ Work Shop เรื่องการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนจีนที่ศูนย์จีน ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2550 มีการสะท้อนถึงอุปสรรคปัญหาที่น่าคิดไว้หลายประเด็นทั้งอุปสรรคเรื่อง ครู-หลักสูตรและแบบเรียน-การต่อยอดของเด็ก

ดิษฐ์สะท้อนว่า มีคำถามเกิดขึ้นเช่นกันว่า เด็กที่จบ ม.6 โรงเรียนจีนจะเรียนต่อที่ไหน ต่อยอดอย่างไร ซึ่งโดยเป้าหมายแล้วมีคำตอบอยู่ ก็คือใช้ฐานภาษาจีนทำธุรกิจและการท่องเที่ยว แต่ก่อนเดินไปสู่จุดนั้น รัฐบาลไทยต้องสนับสนุนด้วยการเปิดหลักสูตรขึ้นมา เช่น สถาบันราชภัฏที่เปิดได้ง่าย ทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีขึ้นมารองรับ สอนให้ทำธุรกิจ สอนให้ทำการท่องเที่ยว สอนให้รู้ว่าจะทำเงินกับจีนได้อย่างไร

"นี่แหละ คือจีนศึกษา สำหรับคนไทยจากนี้ไป"

ส่วนประเด็นเรื่องครูสอนภาษาจีน ที่แม้ว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะส่งครูสอนภาษาเข้ามา แต่ก็เกิดปัญหาการสื่อสารกับเด็ก เพราะครูชาวจีนเหล่านี้ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ กลายเป็นปัญหาในกระบวนการสอนขึ้นมา จำเป็นที่รัฐบาลต้องลงทุนเปิดหลักสูตรครูสอนภาษาจีนขึ้นในประเทศไทย ผลิตบุคลากรขึ้นมารองรับเอง

สำหรับปัญหาแบบเรียนทาง "ฮั่นปั้น" หรือสำนักงานคณะอนุกรรมการกำกับ การเรียนการสอนภาษาจีนสำหรับชาวต่างชาติแห่งประเทศจีน ได้สนับสนุนให้ผลิตแบบเรียนและสื่อการสอนชุด "สัมผัสภาษา จีน" ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ขณะนี้แจกฟรีเพื่อใช้ทดลองสอนในชั้น ป.1 ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมานี้เอง

"มาถึงตอนนี้ การพลิกฟื้นเรื่องจีนศึกษา อาจไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่ไทยก็ต้องรีบทำ" ดิษฐ์ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ดิษฐ์ ลินพิศาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ ไม่ว่าจะเป็นภาณุพงษ์ ศักดาทร ทายาทตระกูล "ศักดาทร" แห่งนิยมพานิช ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน, บพิตร ศรีชรากุล ผู้จัดการโรงเรียน, วัลลภ แซ่เตี๋ยว (เฮียจิง) นักเรียนเก่าไต้หวัน อดีตผู้รับสัมปทานเส้นทาง R3a จากรัฐบาลลาวมือแรก ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศิษย์เก่า ต่างยืนยันว่าจะเดินหน้าผลิตบุคลากรด้านภาษาจีนให้กับประเทศไทย รองรับกับกระแสโลกที่เกิดขึ้น

ภาณุพงศ์บอกว่า ตอนนี้โรงเรียนฯ ได้อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นผู้อำนวยการเชื่อว่าจะช่วยให้การเรียนการสอนมีมาตรฐานยิ่งขึ้น จากเดิมที่เด็กจากที่นี่สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามระดับชั้นต่างๆ รวมถึง HSK ได้ประมาณ 20% ก็จะทำให้ได้ต่ำสุด 45% ขึ้นไป เป็นต้น รวมถึงฐานความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีจีนก็ต้องเพิ่มครูที่จะเข้ามาสอน ภาษาจีนก็ต้องพูดไทยได้ด้วย จึงจะสามารถสื่อสารกับเด็กได้

ปี 2551 มีนักเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ เข้าสู่สนามสอบ HSK ระดับพื้นฐาน 103 คน สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 53 คนและระดับต้น-กลาง 16 คน สอบผ่าน 6 คน

ในปีนี้มีนักเรียนชั้น ม.6 ของโรงเรียนสอบผ่านระบบโควตาภาคเหนือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ในอันดับ 3 จากผู้สมัคร 54 คน สอบผ่าน 22 คน หรือ 40.74% และสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระบบรับตรงได้อีก 24 คน รวมเป็น 46 คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

ดูเหมือนจะไม่ต่างไปจากชุมชนพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนที่แม่สอด จ.ตาก พรมแดนไทย-พม่า ซึ่งมองถึงอนาคตจีนในคอนเซ็ปต์เดียวกัน ล่าสุดก็ได้สถาปนาความเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับเขตปกครองตนเองชนชาติไต-จิง โพ่แห่งเต๋อหง มณฑลหยุนหนันที่มียุทธศาสตร์เปิดเส้นทางการค้าการลงทุนจากพรมแดนจีนเข้าพม่า ผ่านย่างกุ้ง-เมียวดี-แม่สอด

(อ่านเรื่อง "เต๋อหง ช่องทางสินค้าจีนที่ไทยไม่อาจมองข้าม" นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552 หรือ www.gotomaneger.com ประกอบ)

ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่ถือว่าแม่สอดเป็นประตูหน้าด่านฝั่งตะวันตกของไทย

(อ่านเรื่อง "East-West Corridor ประตูฝั่งตะวันตกที่รอวันเปิด" นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551 หรือ www.gotomanager.com ประกอบ)

ที่แม่สอดมีโรงเรียนราษฎร์วิทยา (ตี่มิ้ง) ในความอุปถัมภ์ของแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นแหล่งบ่มเพาะบุคลากรด้านภาษาจีนมาตั้งแต่ปี 2490 เป็นอีกหนึ่งในโรงเรียนเครือข่าย ชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ เช่น เดียวกับช่องฟ้าซินเซิงฯ เชียงใหม่, ประชา วิทย์ ลำปาง, เจริญศิลป์ แพร่, บัวใหญ่ โคราช, ฮั่งเคี้ยง ขอนแก่น ฯลฯ

"วันนี้ รัฐต้องเข้ามาส่งเสริมเรื่องการเรียนจีนแล้ว เพื่อความเจริญในอนาคต"ปณิธิ ตั้งผาติ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก, ประธานชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ, สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุด 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน หลักของตี่มิ้งบอก

แต่ตี่มิ้งที่ใช้ Hungu 12 เล่ม สอนภาษาจีน 9 ปีจนถึง ม.3 (ป.1-4 ใช้ปีละ 2 เล่ม ที่เหลือใช้สอนถึง ม.ต้น) มีครูจีนเข้ามาช่วยสอนตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน ยุคที่สัมพันธ์ ทอง-สมัคร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะเด็กที่จบ ป.6 แล้ว มักจะออกไปเรียนต่อระดับมัธยมที่อื่น เพราะมองไม่เห็นว่าเรียนภาษาจีนแล้วจะได้อะไร

ทั้งๆ ที่ นี่คือเทรนด์ของโลก!

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การขับเคลื่อนของชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ ทำให้ได้รับโควตาเรียนฟรีจากวิทยาลัยกว่างสี 4 คนต่อปี และโควตาเรียนแบบเสียค่าเล่าเรียน 50% อีก 20 คนต่อปี ซึ่งสามารถส่งเด็กนักเรียนไปตามโควตาแล้ว 2 รุ่น

ซึ่งอาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนได้ส่วนหนึ่ง   

http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=82730
https://www.facebook.com/ChinEdMedia/

สื่อการสอนจีน Chinese Education Media

 

https://www.facebook.com/groups/164723140321139/

ครูภาษาจีนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน

เปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 รศ.เชาวน์ มณีวงษ์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน
ณ ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
     
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดโครงการความร่วมมือไตรภาคีทางการศึกษา เป็นความร่วมมือ
ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยยูนาน และมหาวิทยาลัยต้าลี่
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการนำคณะนักศึกษาจากมหาวิทยายูนาน จำนวน 50 คน
และคณะนักศึกษาจากต้าลี่ จำนวน 4 คน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 17 แล้ว เพื่อทำการฝึกสอนภาษาจีน
ในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี
   
สำหรับการนำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูนาน จำนวน 50 คน เข้าฝึกสอนภาษาจีนระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน 2557 รวม 5 เดือน 1 เทอมการศึกษา ส่วนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต้าลี่ จำนวน 4 คน เข้าฝึกสอนภาษาจีนระหว่างเดือน พฤษภาคม 2557 ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2558 รวม 10 เดือน 2 เทอมการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในด้านภาษาต่างประเทศ และเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในจังหวัดชลบุรี เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับครู และนักเรียนในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี เป็นการสนับสนุนการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศไทย และเพื่อติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกสอนจีนต่อไป
   
รศ.เชาวน์ มณีวงษ์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า โครงการปฐมนิเทศ
นักศึกษาจีน มหาวิทยายาลัยยูนาน ตามโครงการความร่วมมือไตรภาคีทางการศึกษา รุ่น 17 ได้จัดการ
อบรมระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤษภาคม 2557 โดยในการอบรมครั้งนี้ได้มีการบรรยายในหัวข้อเรื่อง
การฝึกสอนของนิสิตชาวจีนในประเทศไทย และบรรยายเรื่อง ระบบการศึกษา หลักสูตร และแนวทางการจัดการเรียนการสอนในประเทศ โดย ดร.มณเทียน ชมดอกไม้ จากนั้นอาจารย์ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม บรรยายเรื่อง จิตวิทยาการเรียนการสอน จากนั้นเป็นการบรรยายเรื่องแนวทางการประเมินผลการฝึกสอนและวัฒนธรรมการทำงานในโรงเรียน 

ปริญญา/ข่าว/ภาพ