ชีวิตความเป็นอยู่ของ นศ.จีน ในไทย
มิสเหอ หุ้ย ชื่อไทย น.ส.หัทยา ชื่อ
เล่น ขนมจีน อายุ 23 ปี มีภูมิลำเนาอยู่เมือง Linzhou มณฑลกวางสี
ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน บิดา-มารดา
ประกอบอาชีพเกษตรกร (ปลูกต้นไม้ขายเพื่อทำโลงศพ)
ปัจจุบันฝึกงานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ
กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
(ระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 29 มีนาคม 2556)
โดยได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านเอกสาร ติดต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะคนจีน
หรือสถานที่ราชการของจีน ซึ่งต้องการมาศึกษาดูงานในประเทศไทย
และแปลเอกสารจีน หรืออังกฤษเป็นภาษาไทย
“อาจารย์เป็นคนแนะนำให้มาฝึกงานที่นี่ ตอนแรกก็รู้สึกผิดที่ผิดทาง เพราะต้องใช้ภาษาไทยเยอะมาก ทั้งการฟังพูด อ่าน เขียน โดยหลังจากติดต่องานกับคนต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือฝรั่ง ก็ต้องแปลเอกสารการติดต่อให้เป็นภาษาไทยส่งหัวหน้างานด้วย แต่ระยะหลังปรับตัวได้ รู้จักวิธีทำงานมากขึ้น หาเอกสารได้เร็วขึ้น ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ฝึกงานก็จะมีอาจารย์จากทางมหาวิทยาลัย และหัวหน้างานช่วยกันประเมิน และให้คำแนะนำเป็นระยะๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะเรียนรู้เรื่องการทำงานโดยตรงแล้ว ยังทำให้รู้จักและพูดภาษาไทยได้ดีขึ้น”
มิสเหอ หุ้ย เริ่มเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ในปี 2552 หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ที่กวางสี และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกวางสี 1 ปี แต่สนใจเมืองไทย และทราบจากอาว่าที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง มีอาจารย์ที่ช่วยเด็กทำเอกสารติดต่อเรียนในต่างประเทศ จึงเข้าไปติดต่อ ประกอบกับมีงาน Education Application ซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยกว่า 40 แห่ง ไปออกบู้ท ในที่สุด ก็เลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะคุณสมบัติค่อนข้างตรง คือจบชั้น ม.6 และมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษดี
ขั้นตอน คือเข้าไปสมัครเรียนทางเว็บไซด์ โดยมีมหาวิทยาลัยปักกิ่งช่วยรับรองในการสมัคร เมื่อผ่านการคัดเลือก ทางคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และหัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ก็เดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง (สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) และทราบผลภายในวันสัมภาษณ์นั้นเอง ซึ่งเมื่อผ่านก็ต้องทำวีซ่าเข้าไทย ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือการทำวีซ่า พร้อมกันนั้นก็เข้าเรียนภาษาไทยเบื้องต้น เช่น คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไวยากรณ์ต่างๆ
เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่ ก็ได้เข้าพักในหอพักนานาชาติ ของทางมหาวิทยาลัย จึงเริ่มเรียนภาษาไทยจากพื้นฐาน ก.ข. เป็นระยะเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นก็เข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเลือก ซึ่งนักเรียนในห้องเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน แต่ในเวลาเรียนอาจารย์ห้ามพูดภาษาไทย หรือจีน แต่ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น ทำให้ต้องฝึกฝนภาษาไทยเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน เช่น สนทนากับเพื่อนระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมที่ทำให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดก็มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา นานาชาติในเชียงใหม่ เพื่อแข่งขันกีฬา และประกวด Miss / Mr. International ซึ่งพบว่าแต่ละปีมีนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน และเกินร้อยละ 90 เป็นนักศึกษาจีน
มิสเหอ หุ้ย เล่าต่อไปว่าก่อนมาเมืองไทย คิดว่าคนไทยผิวดำ การแต่งกายสวมใส่ชุดไทย ผมมัดเกล้าสูง ผู้คนสวย หล่อ แต่ไม่ค่อยรวย และเมื่อมาอยู่จริงก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ คนเชียงใหม่สวย และใจดีมาก ที่เห็นได้ชัดเจนคือเพื่อนคนหนึ่งเลือกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมมาเที่ยวเชียงใหม่ และอยากไปวัดเจดีย์หลวง จึงไปถามทางจากคุณยายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน คุณยายช่วยอธิบายทางดีมาก และยังนำนมกล่องมาให้ดื่มแก้กระหายด้วย ขณะที่ผู้ชายอีกคนหนึ่งก็บอกว่าคุณยายอธิบายแล้วไม่รู้จะไปถูกไหม เอามอเตอร์ไซด์ไปส่งดีกว่า เมื่อคุณยายได้ฟังก็กุลีกุจอหาหมวกกันน๊อคมาให้ใส่ ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
และจากการได้ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งใน จ.เชียงใหม่ เช่น น้ำพุร้อนสันกำแพง ดอยสุเทพ สวนราชพฤกษ์ ปางช้างแม่สา ม่อนแจ่ม สะเมิง หรือต่างจังหวัด อย่างเชียงราย น่าน เลย แม่ฮ่องสอน ก็รู้สึกชอบธรรมชาติ และความสะอาดของเมืองไทยมาก ซึ่งคิดว่าในภาพรวมเมืองไทยสะอาดกว่าจีน และที่ชอบเป็นพิเศษคือการตั้งแคมป์ ที่เชียงคาน จ.เลย รู้สึกสงบเงียบ มีแม่น้ำไหลผ่าน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังอยู่ มีของว่างให้เลือกรับประทานเยอะแยะ แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโอกาสเดินทางไปติดต่อธุระ 2 ครั้ง รู้สึกอากาศร้อน อึดอัดกว่าเชียงใหม่มาก
สภาพภูมิอากาศที่ต่างกันระหว่างเชียงใหม่ กับมณฑลกวางสี ซึ่งที่นั่นจะเย็นกว่า ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก แต่เชียงใหม่มีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนมากๆ ดังนั้นต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ต้องกินเย็น ถ้ากินร้อนจะเป็นร้อนในง่ายมาก และยังแพ้อากาศ เนื่องจากน้ำมีสิ่งเจือปน แต่ปัจจุบันสามารถรับประทานอาหารไทยได้หลายอย่างแล้ว อาทิ กระเพราหมูกรอบ ต้มยำ ข้าวผัด และที่ชอบมากจนถูกตั้งเป็นชื่อเล่น คือขนมจีน
ขณะเดียวกันวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มิสเหอ หุ้ย ยังใช้เวลาว่างสอนภาษาจีนให้กับเด็กไทยคนหนึ่งย่านตลาดเมืองใหม่ ประมาณครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีเศษ และตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ มีโอกาสกลับบ้านที่จีนปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดเทอม ระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งหากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อในเมืองไทย ก็จะบอกให้ดูวิชาที่จะเรียนก่อนว่าอยากเรียนอะไร และหากเลือกได้อยากให้เรียนเชียงใหม่มากกว่ากรุงเทพฯ เพราะอยู่สบายกว่า เป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าอยู่ และผู้คนใจดี แม้หลังเรียนจบอยากทำงานหาประสบการณ์ต่อ ที่เชียงใหม่อาจได้เงินเดือนน้อยกว่ากรุงเทพฯ
“หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรี คงต้องกลับไปทำงานที่จีน เพราะพ่อแม่ย้ำเสมอว่าเป็นลูกผู้หญิง ไม่อยากให้อยู่ไกลบ้าน ซึ่งความรู้ที่เรียนไป สามารถนำไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือเลือกทำงานโรงแรม การท่องเที่ยวก็ได้” มิส เหอ หุ้ย กล่าวในตอนท้าย
คนต่อมาได้แก่ Mr Zhuo Kangping ชื่อไทย นายอชิตพล ชื่อเล่น ห้าม อายุ 23 ปี เป็น นักศึกษาแลกเปลี่ยนไทย-จีน 2 ปี (ช่วงปี 3-4) ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มาจากครอบครัวนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ในมณฑลกวางสี
อชิตพล เริ่มเรียนวิชาธุรกิจระหว่างประเทศในประเทศจีน 2 ปีแรก และเลือกเรียนภาษาไทย เพราะเคยดูภาพยนตร์ไทย จึงมโนภาพเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ว่าเป็นเมืองสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ประกอบกับในมหาวิทยาลัยมีการเปิดห้องเรียนสอนภาษาต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันอยู่ คือ ภาษาไทย 5 ห้อง ภาษาเวียดนามเปิดสอน 4 ห้อง และภาษาอินเดีย เปิดสอนแค่ 1 ห้อง จึงมีพื้นฐานคำศัพท์ และอ่านภาษาไทยได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในประเทศจีน แต่ไม่เก่งนัก เพราะสอบติดเอฟวิชาภาษาไทย
ขั้นตอนดำเนินการเพื่อเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยค่อนข้างง่าย เพราะเป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย เข้าไปประสานกับทางจีนโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยช่วงแรกๆ ฟังภาษาไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะคนไทยพูดเร็ว ต้องค่อยๆ ปรับตัว เช่นเดียวกับอาหารการกิน ซึ่งช่วงอยู่ในประเทศจีนก็เคยรับประทานอาหารรสเผ็ดมาบ้าง แต่เมื่อมาทานอาหารรสเผ็ดในไทยมักจะท้องเสีย
“เพื่อนในห้องเรียนมี 24 คน ก็เป็นคนจีนทั้งหมด เช่นเดียวกับเพื่อนในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างก็จะเที่ยว หรือรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งคิดว่าที่เที่ยวกลางคืนในเมืองไทยสนุกกว่าเมืองจีนมาก เพราะจีนเป็นแผ่นดินที่มีคนอาศัยอยู่มาก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงมีคนเยอะ เที่ยวไม่ค่อยสนุก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปกับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ คือ จ.แม่ฮ่องสอน ที่วิ่งรอบทั้งจังหวัด เริ่มจาก อ.ปาย ไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สะเรียง นอกจากนี้ยังเคยขี่รถขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งชอบมาก เพราะอากาศเย็นสบายคล้ายกับบ้านเกิดในประเทศจีน”
ขณะเดียวกัน อชิตพลยังมีโอกาสได้ร่วมงาน Chinese festival-Middle autume festival ซึ่งมีนักศึกษาจีนทั่วเชียงใหม่กว่า 1,000 คน มาพบปะสังสรรค์อย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย โดยแต่ละปีจะหมุนเวียนจัดในสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และพบปะสังสรรค์กันในงานย่อยๆ เช่น ตรุษจีน งานแข่งขันกีฬา
อชิตพล เล่าว่า รุ่นพี่บางคนที่มาอยู่เมืองไทยหลายปีมีเพื่อนเป็นคนไทย ก็แนะนำให้รู้จัก และได้พูดคุยกันบ้าง ทำให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น แต่ยังต้องพูดออกเสียงช้าๆ และขณะนี้เขาเองก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยบ้างแล้ว แม้จะไม่มากนัก สำหรับการฝึกงานที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพราะได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานที่นี่มาก่อน (ตอนนี้รุ่นพี่กำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) ว่าจะได้ฝึกภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน สนทนา และการพิมพ์งาน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะหลังจากทางมหาวิทยาลัยส่งจดหมายขอฝึกงานมายังฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และมีการตอบรับแล้ว ก็เริ่มเข้ามาฝึกงาน และพบว่าสามารถใช้ภาษาไทยได้เก่งกว่าเดิม พิมพ์งานได้เร็วขึ้น โดยลักษณะงาน เป็นการติดต่อประสานงานกับกงสุลจีน หรือคนจีน แล้วแปลเป็นภาษาไทยให้หัวหน้างาน
“ตั้งแต่มาเรียนในเมืองไทย ผมได้กลับบ้านแล้ว 1 ครั้งช่วงปิดเทอม และได้หารือกับพ่อแม่ว่าหลังจากเรียนจบ รับปริญญาแล้ว อยากทำงานหาประสบการณ์ในเมืองไทยก่อน ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาต แต่หลังจากนั้นต้องกลับไปทำงานในจีน ซึ่งวางแผนว่าอาจทำงานในไทยสัก 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องต้องต่อวีซ่า โดยคิดว่าจะสมัครงานในบริษัทส่วนตัวของคนจีน เช่น ธุรกิจส่งออกผลไม้ หรือบริษัทขนส่ง บริษัทท่องเที่ยว เป็นต้น”
อชิตพล กล่าวในตอนท้ายว่า ถ้ามีโอกาสแนะนำรุ่นน้องคนจีนที่อยากมาเรียนในประเทศไทย ก็จะถามว่าต้องการเรียนอะไร และหากเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จะลดปัญหาเรื่องการใช้ภาษา ไทยที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วได้มาก เพราะช่วงแรกทางมหาวิทยาลัยจะให้ฝึกภาษาไทย เป็นการปรับพื้นฐานก่อน แล้วจึงเริ่มเรียน ซึ่งหากเลือกไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นๆ ของเมืองไทย อาจไม่ได้เรียนภาษาไทยปรับพื้นฐานก่อน.
http://www.northpublicnews.com/ชีวิตความเป็นอยู่ของ-นศ/
“อาจารย์เป็นคนแนะนำให้มาฝึกงานที่นี่ ตอนแรกก็รู้สึกผิดที่ผิดทาง เพราะต้องใช้ภาษาไทยเยอะมาก ทั้งการฟังพูด อ่าน เขียน โดยหลังจากติดต่องานกับคนต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือฝรั่ง ก็ต้องแปลเอกสารการติดต่อให้เป็นภาษาไทยส่งหัวหน้างานด้วย แต่ระยะหลังปรับตัวได้ รู้จักวิธีทำงานมากขึ้น หาเอกสารได้เร็วขึ้น ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ฝึกงานก็จะมีอาจารย์จากทางมหาวิทยาลัย และหัวหน้างานช่วยกันประเมิน และให้คำแนะนำเป็นระยะๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะเรียนรู้เรื่องการทำงานโดยตรงแล้ว ยังทำให้รู้จักและพูดภาษาไทยได้ดีขึ้น”
มิสเหอ หุ้ย เริ่มเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ในปี 2552 หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ที่กวางสี และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกวางสี 1 ปี แต่สนใจเมืองไทย และทราบจากอาว่าที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง มีอาจารย์ที่ช่วยเด็กทำเอกสารติดต่อเรียนในต่างประเทศ จึงเข้าไปติดต่อ ประกอบกับมีงาน Education Application ซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยกว่า 40 แห่ง ไปออกบู้ท ในที่สุด ก็เลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะคุณสมบัติค่อนข้างตรง คือจบชั้น ม.6 และมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษดี
ขั้นตอน คือเข้าไปสมัครเรียนทางเว็บไซด์ โดยมีมหาวิทยาลัยปักกิ่งช่วยรับรองในการสมัคร เมื่อผ่านการคัดเลือก ทางคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และหัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ก็เดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง (สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) และทราบผลภายในวันสัมภาษณ์นั้นเอง ซึ่งเมื่อผ่านก็ต้องทำวีซ่าเข้าไทย ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือการทำวีซ่า พร้อมกันนั้นก็เข้าเรียนภาษาไทยเบื้องต้น เช่น คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไวยากรณ์ต่างๆ
เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่ ก็ได้เข้าพักในหอพักนานาชาติ ของทางมหาวิทยาลัย จึงเริ่มเรียนภาษาไทยจากพื้นฐาน ก.ข. เป็นระยะเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นก็เข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเลือก ซึ่งนักเรียนในห้องเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน แต่ในเวลาเรียนอาจารย์ห้ามพูดภาษาไทย หรือจีน แต่ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น ทำให้ต้องฝึกฝนภาษาไทยเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน เช่น สนทนากับเพื่อนระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมที่ทำให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดก็มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา นานาชาติในเชียงใหม่ เพื่อแข่งขันกีฬา และประกวด Miss / Mr. International ซึ่งพบว่าแต่ละปีมีนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน และเกินร้อยละ 90 เป็นนักศึกษาจีน
มิสเหอ หุ้ย เล่าต่อไปว่าก่อนมาเมืองไทย คิดว่าคนไทยผิวดำ การแต่งกายสวมใส่ชุดไทย ผมมัดเกล้าสูง ผู้คนสวย หล่อ แต่ไม่ค่อยรวย และเมื่อมาอยู่จริงก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ คนเชียงใหม่สวย และใจดีมาก ที่เห็นได้ชัดเจนคือเพื่อนคนหนึ่งเลือกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมมาเที่ยวเชียงใหม่ และอยากไปวัดเจดีย์หลวง จึงไปถามทางจากคุณยายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน คุณยายช่วยอธิบายทางดีมาก และยังนำนมกล่องมาให้ดื่มแก้กระหายด้วย ขณะที่ผู้ชายอีกคนหนึ่งก็บอกว่าคุณยายอธิบายแล้วไม่รู้จะไปถูกไหม เอามอเตอร์ไซด์ไปส่งดีกว่า เมื่อคุณยายได้ฟังก็กุลีกุจอหาหมวกกันน๊อคมาให้ใส่ ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
และจากการได้ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งใน จ.เชียงใหม่ เช่น น้ำพุร้อนสันกำแพง ดอยสุเทพ สวนราชพฤกษ์ ปางช้างแม่สา ม่อนแจ่ม สะเมิง หรือต่างจังหวัด อย่างเชียงราย น่าน เลย แม่ฮ่องสอน ก็รู้สึกชอบธรรมชาติ และความสะอาดของเมืองไทยมาก ซึ่งคิดว่าในภาพรวมเมืองไทยสะอาดกว่าจีน และที่ชอบเป็นพิเศษคือการตั้งแคมป์ ที่เชียงคาน จ.เลย รู้สึกสงบเงียบ มีแม่น้ำไหลผ่าน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังอยู่ มีของว่างให้เลือกรับประทานเยอะแยะ แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโอกาสเดินทางไปติดต่อธุระ 2 ครั้ง รู้สึกอากาศร้อน อึดอัดกว่าเชียงใหม่มาก
สภาพภูมิอากาศที่ต่างกันระหว่างเชียงใหม่ กับมณฑลกวางสี ซึ่งที่นั่นจะเย็นกว่า ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก แต่เชียงใหม่มีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนมากๆ ดังนั้นต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ต้องกินเย็น ถ้ากินร้อนจะเป็นร้อนในง่ายมาก และยังแพ้อากาศ เนื่องจากน้ำมีสิ่งเจือปน แต่ปัจจุบันสามารถรับประทานอาหารไทยได้หลายอย่างแล้ว อาทิ กระเพราหมูกรอบ ต้มยำ ข้าวผัด และที่ชอบมากจนถูกตั้งเป็นชื่อเล่น คือขนมจีน
ขณะเดียวกันวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มิสเหอ หุ้ย ยังใช้เวลาว่างสอนภาษาจีนให้กับเด็กไทยคนหนึ่งย่านตลาดเมืองใหม่ ประมาณครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีเศษ และตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ มีโอกาสกลับบ้านที่จีนปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดเทอม ระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งหากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อในเมืองไทย ก็จะบอกให้ดูวิชาที่จะเรียนก่อนว่าอยากเรียนอะไร และหากเลือกได้อยากให้เรียนเชียงใหม่มากกว่ากรุงเทพฯ เพราะอยู่สบายกว่า เป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าอยู่ และผู้คนใจดี แม้หลังเรียนจบอยากทำงานหาประสบการณ์ต่อ ที่เชียงใหม่อาจได้เงินเดือนน้อยกว่ากรุงเทพฯ
“หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรี คงต้องกลับไปทำงานที่จีน เพราะพ่อแม่ย้ำเสมอว่าเป็นลูกผู้หญิง ไม่อยากให้อยู่ไกลบ้าน ซึ่งความรู้ที่เรียนไป สามารถนำไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือเลือกทำงานโรงแรม การท่องเที่ยวก็ได้” มิส เหอ หุ้ย กล่าวในตอนท้าย
คนต่อมาได้แก่ Mr Zhuo Kangping ชื่อไทย นายอชิตพล ชื่อเล่น ห้าม อายุ 23 ปี เป็น นักศึกษาแลกเปลี่ยนไทย-จีน 2 ปี (ช่วงปี 3-4) ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มาจากครอบครัวนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ในมณฑลกวางสี
อชิตพล เริ่มเรียนวิชาธุรกิจระหว่างประเทศในประเทศจีน 2 ปีแรก และเลือกเรียนภาษาไทย เพราะเคยดูภาพยนตร์ไทย จึงมโนภาพเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ว่าเป็นเมืองสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ประกอบกับในมหาวิทยาลัยมีการเปิดห้องเรียนสอนภาษาต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันอยู่ คือ ภาษาไทย 5 ห้อง ภาษาเวียดนามเปิดสอน 4 ห้อง และภาษาอินเดีย เปิดสอนแค่ 1 ห้อง จึงมีพื้นฐานคำศัพท์ และอ่านภาษาไทยได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในประเทศจีน แต่ไม่เก่งนัก เพราะสอบติดเอฟวิชาภาษาไทย
ขั้นตอนดำเนินการเพื่อเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยค่อนข้างง่าย เพราะเป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย เข้าไปประสานกับทางจีนโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยช่วงแรกๆ ฟังภาษาไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะคนไทยพูดเร็ว ต้องค่อยๆ ปรับตัว เช่นเดียวกับอาหารการกิน ซึ่งช่วงอยู่ในประเทศจีนก็เคยรับประทานอาหารรสเผ็ดมาบ้าง แต่เมื่อมาทานอาหารรสเผ็ดในไทยมักจะท้องเสีย
“เพื่อนในห้องเรียนมี 24 คน ก็เป็นคนจีนทั้งหมด เช่นเดียวกับเพื่อนในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างก็จะเที่ยว หรือรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งคิดว่าที่เที่ยวกลางคืนในเมืองไทยสนุกกว่าเมืองจีนมาก เพราะจีนเป็นแผ่นดินที่มีคนอาศัยอยู่มาก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงมีคนเยอะ เที่ยวไม่ค่อยสนุก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปกับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ คือ จ.แม่ฮ่องสอน ที่วิ่งรอบทั้งจังหวัด เริ่มจาก อ.ปาย ไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สะเรียง นอกจากนี้ยังเคยขี่รถขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งชอบมาก เพราะอากาศเย็นสบายคล้ายกับบ้านเกิดในประเทศจีน”
ขณะเดียวกัน อชิตพลยังมีโอกาสได้ร่วมงาน Chinese festival-Middle autume festival ซึ่งมีนักศึกษาจีนทั่วเชียงใหม่กว่า 1,000 คน มาพบปะสังสรรค์อย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย โดยแต่ละปีจะหมุนเวียนจัดในสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และพบปะสังสรรค์กันในงานย่อยๆ เช่น ตรุษจีน งานแข่งขันกีฬา
อชิตพล เล่าว่า รุ่นพี่บางคนที่มาอยู่เมืองไทยหลายปีมีเพื่อนเป็นคนไทย ก็แนะนำให้รู้จัก และได้พูดคุยกันบ้าง ทำให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น แต่ยังต้องพูดออกเสียงช้าๆ และขณะนี้เขาเองก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยบ้างแล้ว แม้จะไม่มากนัก สำหรับการฝึกงานที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพราะได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานที่นี่มาก่อน (ตอนนี้รุ่นพี่กำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) ว่าจะได้ฝึกภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน สนทนา และการพิมพ์งาน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะหลังจากทางมหาวิทยาลัยส่งจดหมายขอฝึกงานมายังฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และมีการตอบรับแล้ว ก็เริ่มเข้ามาฝึกงาน และพบว่าสามารถใช้ภาษาไทยได้เก่งกว่าเดิม พิมพ์งานได้เร็วขึ้น โดยลักษณะงาน เป็นการติดต่อประสานงานกับกงสุลจีน หรือคนจีน แล้วแปลเป็นภาษาไทยให้หัวหน้างาน
“ตั้งแต่มาเรียนในเมืองไทย ผมได้กลับบ้านแล้ว 1 ครั้งช่วงปิดเทอม และได้หารือกับพ่อแม่ว่าหลังจากเรียนจบ รับปริญญาแล้ว อยากทำงานหาประสบการณ์ในเมืองไทยก่อน ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาต แต่หลังจากนั้นต้องกลับไปทำงานในจีน ซึ่งวางแผนว่าอาจทำงานในไทยสัก 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องต้องต่อวีซ่า โดยคิดว่าจะสมัครงานในบริษัทส่วนตัวของคนจีน เช่น ธุรกิจส่งออกผลไม้ หรือบริษัทขนส่ง บริษัทท่องเที่ยว เป็นต้น”
อชิตพล กล่าวในตอนท้ายว่า ถ้ามีโอกาสแนะนำรุ่นน้องคนจีนที่อยากมาเรียนในประเทศไทย ก็จะถามว่าต้องการเรียนอะไร และหากเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จะลดปัญหาเรื่องการใช้ภาษา ไทยที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วได้มาก เพราะช่วงแรกทางมหาวิทยาลัยจะให้ฝึกภาษาไทย เป็นการปรับพื้นฐานก่อน แล้วจึงเริ่มเรียน ซึ่งหากเลือกไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นๆ ของเมืองไทย อาจไม่ได้เรียนภาษาไทยปรับพื้นฐานก่อน.
http://www.northpublicnews.com/ชีวิตความเป็นอยู่ของ-นศ/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น