วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง พบปะนักเรียน นักศึกษาไทยในกรุงปักกิ่ง ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต

09/23/2015

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง พบปะนักเรียน นักศึกษาไทยในกรุงปักกิ่ง ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 เวลา 17.30 น. นายธีรกุล นิยม เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้เป็นประธานจัดกิจกรรมพบนักเรียนไทยในกรุงปักกิ่ง ประจำปี 2558 ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมกับสมาคมนักเรียนไทยประจำกรุงปักกิ่งเชิญชวนนักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ใน กรุงปักกิ่งและเมืองใกล้เคียงเข้าร่วม ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 100 คน จาก 16 สถาบันการศึกษา
ภายในงาน เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญชวนให้นักเรียนและผู้ร่วมงาน ร่วมตั้ง “ปณิธานความดี” เนื่องในปีมหามงคล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นพลังในการปฏิรูปประเทศ ผ่านการกำหนดสิ่งดีๆ ที่จะปฏิบัติด้วยความสมัครใจและมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคมส่วน รวม โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดทำ “การ์ดปณิธานความดี” และแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งทุกฝ่ายได้ร่วมกันตั้งปณิธานและถ่ายภาพร่วมกัน
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้ให้โอวาทแก่นักเรียน โดยกล่าวว่าในปีนี้ ไทยและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 40 ปี ซึ่งไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและรอบด้านในทุกๆ มิติ ทั้งมิติด้านการเมือง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและการศึกษา ปี 2557 มีมูลค่าการค้าไทย-จีน ถึง 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมากกว่า 600 คณะ นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวไทยกว่า 4 ล้านคนในปี 2557 และกว่า 3 ล้านคนในปี 2558 ครึ่งปีแรก อีกทั้งนักศึกษาจีนเรียนภาษาไทยในมณฑลกว่างซีและมณฑลอื่น ๆ กว่า 5,000 คน นักศึกษาจีนในประเทศไทยกว่า 2,600 คน รวมถึงนักศึกษาไทยในประเทศจีนอีกกว่า 18,000 คน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีงามและใกล้ชิดระหว่างไทย และจีนที่มีต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง
เอกอัครราชทูต ฯ ได้ฝากข้อคิดแก่นักเรียนในเรื่อง (1) ควรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายจีน อาทิ เรื่องวีซ่า การพนันและยาเสพติด (2) การติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งข่าวสารในประเทศไทยและจีน และ (3) การเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์และประสบการณ์ให้แก่ตนเอง และที่สำคัญ นักเรียน นักศึกษาไทยในจีนควรรักษาขนบธรรมเนียมความเป็นไทย ปฏิบัติตนให้ผู้อื่นนับถือในความเป็นไทย รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อมีส่วนช่วยในการเผยแพร่วัฒนธรรมและประเพณีไทย
ทั้งนี้ ระหว่างรับประทานอาหารค่ำเอกอัครราชทูต ฯ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลและข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง ซึ่งนักเรียน นักศึกษาไทยต่างได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และได้แสดงความขอบคุณสถานเอกอัครราชทูต ฯ ที่ได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

วันที่ลงข่าว: 02/02/16
มหาวิทยาลัย เอกชนไทยพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจภาคภาษาจีนรองรับนักศึกษาจีนมุ่งหน้าเข้า มาเรียนเพิ่มมากขึ้นเพื่อโอกาสการทำธุรกิจในตลาดการค้าเสรีอาเซียน

อัทธ์ พิศาลวานิข คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีนักศึกษาจีนมาเรียนต่อในเมืองไทยมากขึ้น และกระจายอยู่แทบทุกมหาวิทยาลัย  เนื่องจาก ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกันมาตรฐานการศึกษาไทยได้รับการยอมรับมีหลักสูตรหลากหลาย

คณบดีคณะเศรษฐศาสต์ ม.หอการค้า ประเมินว่ามีนักศึกษาจีนในไทยไม่น้อยกว่า ๘,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดสำหรับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ส่วนใหญ่จะเรียนสาขาบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ นักศึกษาจีนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางโดยเฉพาะจากเขตปกครองตน เองกว่างซีจ้วงและมณฑลยูนนาน

ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจภาคภาษาไทยมาปรับเนื้อหาเป็น ภาษาจีน ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนทั้งหมด ในรูปแบบของไชนิส บิซิเนส สคูล เพื่อรองรับนักศึกษาจีนโดยเฉพาะ มีการจ้างอาจารย์ชาวจีนมาเป็นผู้สอน ปัจจุบันมีนักศึกษาประมาณ ๑๐๐ คน และในอนาคตอาจจะเพิ่มการเรียนการสอนภาษาจีนในหลักสูตรอื่น ๆ ด้วย

สาขายอดนิยมของนักศึกษาจีน คือสาขาบริหารธุรกิจ เพราะสามารถนำไปประกอบธุรกิจการค้าได้ โดยเฉพาะเมื่อเปิดเสรีอาเซียนเต็มรูปแบบ จีนอยู่ในกลุ่ม ASEAN+๖ ที่ให้ความสำคัญกับการตลาดในอาเซียนมาก ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ที่มาของข่าว http://dlfeschool.in.th

อินทนิล อินไชน่า :วิถีจีน..ร้อนสุดสุด คนจีนทำอะไร

อินทนิล อินไชน่า :วิถีจีน..ร้อนสุดสุด คนจีนทำอะไร
  2012-07-23 17:37:52  cri
แม้ปัจจุบันจีนจะเป็นประเทศที่ทันสมัย ยิ่งใหญ่ในเวทีโลก เศรษฐกิจกำลังดีวันดีคืน แต่คนจีนส่วนใหญ่ยังยึดมั่นในวิถีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานแสนนาน อย่างคติความเชื่อเกี่ยวกับการกินการอยู่ในช่วงร้อนสุด ๆ วันก่อนนั่งคุยเรื่องนี้กับคุณลู่จุ้นเพื่อนคนจีนเขาขยายความให้ฟังว่า
วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา คนจีนถือว่าเป็นวันแรกของช่วงร้อนสุด ๆ (หน้าร้อนของจีนเริ่มจากพฤษภาคม-สิงหาคม) หรือโถเทียน ช่วงร้อนสุด ๆ นี่จะมีประมาณ 40 วัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก โถฝู ปีนี้เริ่มจาก 18 กรกฎาคม นับไป 10 วัน วันแรกของช่วงร้อนสุด ๆ ช่วงแรกคนจีนนิยมกินเกี๊ยว ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล
ทำไมต้องกินเกี๊ยว? เขามีคำอธิบายว่า ช่วงหน้าร้อนทำให้คนเบื่ออาหาร การกินเกี๊ยวเจี่ยวจึที่รูปร่างคล้าย ๆ เงินจีนโบราณ ที่มีแป้ง หุ้มอยู่ภายนอกในใส้ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ผักต่าง ๆ ธัญพืช และซุป จะทำให้เจริญอาหาร รับประทานได้มากขึ้น ทำให้สุขภาพฟื้นตัวกลับมาดีดังเดิม เหมือนความเป็นสิริมงคลของชีวิตกลับมาเช่นเดิมยังไงยังงั้น
เจี่ยวจึหรือเกี๊ยว ยังมีอีกชื่อหนึ่งคือ เทียฝู ฝูแปลว่าสิริมงคล ส่วนเทีย แปลว่า ปิดหรือติด เทียฝูซึ่งแปลได้ว่า มีสิริมงคลติดมา
วันที่ 18 ที่ผ่านมา ดิฉันไปสังเกตการณ์ตามตลาดและร้านเกี๊ยว ปรากฏว่า ทั้งร้านขายแผ่นเกี๊ยว ร้านขายเกี๊ยว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยอดขายเพิ่มจากปกติเท่าตัว แสดงว่าคนจีนยังยึดมั่นในคติความเชื่อที่มีมาแต่โบราณกาล
นอกจากการกินเกี๊ยวแล้ว ในช่วงร้อนสุด ๆ ช่วงแรก คนจีนจะพากันไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของชุมชน เพื่อรับเอากอเอี๊ยะ ไปปิดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อคลายร้อนและรักษาสมดุลของร่ายกาย เนื่องจากเชื่อว่า หากใช้กอเอ๊ยะปิดรักษาความสมดุลย์ของร่างกายในช่วงร้อนสุด ๆ นี้แล้ว จะสามารถป้องกันโรคที่อาจจะกำเริบขึ้นในช่วงหนาวสุด ๆ ได้ เช่นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอด ไหล่ตึง เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นคนจีนปิดกอเอี๊ยะ ตามไหล่ และส่วนต่าง ๆ ในร่างกายระหว่างนี้ ซึ่งมีการติดกันมาก ก็เชื่อได้เลยว่า เขารักษาสมดุลย์ของร่างกาย เพราะไม่งั้นที่จีน หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนจัด สาหัสไม่แพ้ที่ใด ๆ ในโลก การเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่คน ส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ช่วงที่สอง เอ้อร์ฝู ประมาณ 10-20 วัน วันแรกของเอ้อร์ฝู คนจีนจะกินบ๊ะหมี่ ซึ่งก็มีที่มา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่พืชที่ลงมือปลูกตอนต้นฤดูใบไม้ผลิสามารถเก็บเกี่ยว ได้แล้ว แป้งที่ทำบ๊ะหมี่จึงเป็นแป้งใหม่ ที่ยังมีความหอม นุ่มเนียน น่ารับประทาน จึงแนะนำให้รับประทานบ๊ะหมี่โดยเฉพาะบ๊ะหมี่น้ำจะได้คุณค่าของความสดใหม่ ทำให้ทานได้มากขึ้น แถมยังขับเหงื่อ ไล่ความร้อนออกจากร่างกายได้ด้วย
ช่วงที่สาม มีระยะเวลาประมาณ 10 วัน กินปิ่ง(แป้งทอด)กับไข่
ที่เล่ามาข้างต้นเป็นวิถีปฏิบัติของคนปักกิ่ง ในขณะที่มณฑลอื่น ๆ เขาก็มีวิถีปฏิบัติของเขาซึ่งมีทั้งเหมือนและแตกต่างจากปักกิ่ง
อย่างที่เมืองสีว์โจวที่อยู่ทางใต้ของกรุงปักกิ่งประมาณ 700 กิโลเมตร ที่นี่ในช่วงร้อนสุด ๆ เขาจะมีเทศกาล ฝูหยางเจี๊ย ร้านอาหารต่าง ๆ จะทำอาหารจากเนื้อแพะ เนื้อแกะมาขาย อุ๊แม่เจ้า กินแล้วไม่ร้อนกันไปใหญ่หรือ เพราะปกติเนื้อแพะเนื้อแกะนี่กินแล้วทำให้อุ่น มักกินกันในหน้าหนาว เหตุไฉนจึงมากินกันในหน้าร้อน อันนี่ก็มีที่มา คือเขาเชื่อว่าเอาความร้อนไปไล่ความร้อนในร่างกาย เหมือนเอาพิษไปไล่พิษในร่างกายยังไงยังงั้น
ในแง่ของนักโภชนาการจีน เขาแนะว่า อาหารที่ควรรับประทานในช่วงร้อนจัดนี้คือ ข้าว 5 อย่าง อันประกอบไปด้วย ข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวฟ่างและถั่วต่างๆ เพราะในอาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์(เส้นใย) คาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 สี เพราะอาหารแต่ละสีให้ประโยชน์ในการบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คือ
อาหารสีดำบำรุงไต สีแดงบำรุงหัวใจ สีเหลืองบำรุงม้าม สีขาวบำรุงปอด และอาหารสีเข้มบำรุงตับ
นอกจากความร้อนจากแสงอาทิตย์แล้ว ความร้อนจากอาหารก็อาจจะทำให้เราร้อนรุ่มเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะงั้น ก่อนกินต้องดูเหมือนกันว่าอาหารชนิดนั้นเป็นหยิน(ร้อน)หรือหยาง(เย็น) เพื่อจะทำให้สิ่งที่เรากินเข้าไปไม่ไปเพิ่มความร้อนให้ร่างกายมากยิ่งขึ้น แต่ท่านว่าไหม ร้อนกายน่ะ ยังไง ยังไง ก็ไม่เท่าร้อนใจ เพราะร้อนใจน่ะ บางทียิ่งกว่าไฟจี้ซะอีก

http://thai.cri.cn/247/2012/07/23/225s200384.htm

อินทนิล อินไชน่า:เติ้ง เพ่ย เพ่ย สะท้อนความต่างระหว่างห้องเรียนจีน-ไทย

อินทนิล อินไชน่า:เติ้ง เพ่ย เพ่ย สะท้อนความต่างระหว่างห้องเรียนจีน-ไทย
  2012-08-06 16:20:54  cri
ช่วงนี้เป็น ช่วงปิดเทอมใหญ่ในจีน นักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งจะพากันไปฝึกงานตามหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เติ้ง เพ่ย เพ่ย สาวน้อยน่าใส ชื่อไทยคือ สุภัทรา ชื่อเล่น ชมพู่ (เหตุที่ชื่อนี้เพราะชอบรับประทานผลไม้ชนิดนี้มาก ) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ซึ่งเรียนภาษาไทย มาฝึกงานที่สถานีวิทยุซีอาร์ไอ เธอเคยไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นเวลา 3 เดือน เราอยากรู้ว่า บรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลับระหว่างจีนกับไทย มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพ่ยเพ่ย สะท้อนให้ฟังตั้งแต่เรื่องแรกที่ทำให้เธอกังขาแล้วต่อมากลายเป็นความประทับ ใจสุดสุด คือเรื่องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนของนักศึกษาไทย
"หนูไปเข้าห้องเรียนไทยครั้งแรก เรื่องประทับใจที่สุดก็คือ นักศึกษาไทยชอบถอดรองเท้าทุกคน หนูก็คิดว่า ทำไมนักศึกษาไทยชอบทำเรื่องนี้ที่ไม่มีมารยาทมากที่สุดสำหรับคนจีน หนู แปลกใจมาก"
การถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน สำหรับคนจีนถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีมารยาท จะต้องใส่รองเท้าก่อนตลอดเวลา ในห้องเรียนก็ใส่ จึงจะเป็นเรื่องที่มีมารยาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนปักกิ่ง ถ้ามีมารยาทจะต้องใส่ถุงเท้าด้วย
แต่พอไปเห็นนักเรียนไทยเข้าห้องเรียนโดยถอดรองเท้า เข้าห้องเรียนด้วยเท้าเปล่า เรารู้สึกว่า ทำไมดูเหมือนว่าเขาไม่มีมารยาท อันนี้เพราะว่า วัฒนาธรรมเราต่างกัน คนไทยเขาถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน
" ต่อมาก็ได้คำตอบ เขาบอกว่าถ้าใส่รองเท้าจะทำให้พื้นสกปรก ถ้าถอดรองเท้า เป็นเท้าเปล่าจะทำให้พื้นสะอาดกว่า สามารถนั่งบนพื้นได้เลย อันนี้ก็คือรู้เหตุผลแล้วว่า วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ข้อแตกต่างข้อที่สองที่ชมพู่สังเกตเห็นคืออะไร?
"นักศึกษาไทยชอบทำงานกลุ่ม เก่งงานกลุ่มมาก แต่ถ้าเป็นนักศึกษาจีนเราไม่ค่อยชอบทำงานกลุ่ม ทำงานใด ๆ ก็ชอบทำงานคนเดียว ไปอยู่ห้องเดียวแล้วทำงานคนเดียว ไม่ค่อยชอบร่วมมือกับนักศึกษาคนอื่น หนูคิดว่านี่ก็คือเรื่องดีที่สุดสำหรับนักศึกษาคนไทย "
การที่นักศึกษาจีนไม่ชอบทำงานกลุ่มชอบทำงานเดี่ยว น่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นลูกคนเดียวไหม เพราะนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ลูกคนเดียว มีพี่มีน้อง แชร์กันในเรื่องต่าง ๆ ก็เลยทำให้การทำงานกลุ่มไม่ใช่เรื่องยาก เธอบอกว่า
"น่าจะเกี่ยวกันนิดหน่อย
ตอนนี้สังคมจีนส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวเดี่ยว คือมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายแต่มีลูกคนเดียว ใครก็คิดว่าตนเองเป็นศูนย์ของครอบครัว เป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายก็ได้"
ความแตกต่างอีกด้านที่ชมพู่เห็นชัดคือ นักศึกษาไทยชอบวาดภาพประกอบในงานที่ส่งอาจารย์
"นักศึกษาไทยทำงานสวยมาก ชอบวาดเขียน ทำให้กระดาษการบ้านสวยมาก
เวลาที่มีงานจะส่งครู นักศึกษาไม่ใช่เพียงแค่เขียนตัวหนังสือลงไป แต่ยังมีการออกแบบ ทั้งการเขียนด้วยมือ วาดภาพประกอบไปด้วย คิดว่านักศึกษาไทยมีศิลปะมาก
ที่จีนคือ อาจารย์สั่งอะไร เราก็ส่งอย่างนั้น ถ้านักศึกษาเขียนดอกไม้ ไปวาดต้นไม้อยู่ในกระดาษการบ้าน อาจารย์จะคิดว่าไม่มีมารยาทนัก"
สำหรับเรื่องขนาดห้องเรียน เธอบอกว่า
"ถ้าเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยราชภัฏกับมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง ที่มหาวิทยาลัยเราห้องเรียนจะเล็กกว่าห้องเรียนของราชภัฏ เพราะว่าในมหาวิทยาลัยเราทุกห้องทุกชั้นจะมีนักศึกษาไม่เกิน 30 คน แต่ที่เชียงใหม่ห้องละประมาณ 50- 60คน มีจำนวนนักศึกษามากกว่า"
การไปเรียนที่ไทยซึ่งต้องร่วมชั้นกับเพื่อนนักศึกษาเยอะ ๆ ทำให้เธอสนุก
"ชมพู่ สนุกมากค่ะ เพราะเขาคิดว่าเราเป็นฝรั่ง มาจากต่างประเทศ เขาก็ชอบมาคุยกับเรา ก็ถามเรื่องนี้ถามเรื่องนั้น ถามว่าที่ปักกิ่งเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่เราไม่เคยเห็น คนไทยชอบถามเรื่องหิมะมากสุด เพราะว่าที่เมืองไทยไม่มีหิมะ เขาก็ชอบถามว่าที่ปักกิ่งหิมะตกไหม
ไปช่วงไหนจึงเจอหิมะ"
การเข้าห้องเรียนของนักศึกษาไทยกับนักศีกษาจีนมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
" แตกต่างกันมาก ที่เมืองไทย ไม่ว่าเป็นนักศึกษาหรือว่าอาจารย์ ไม่ค่อยชอบตรงเวลา แต่ที่ประเทศจีนนักศึกษาและอาจารย์ก็ต้องตรงเวลา นักศึกษาต้องมาก่อนอาจารย์
ประมาณสิบนาที จะไปพร้อมที่ห้องเรียน เพื่อตั้งใจฟังอาจารย์ นักศึกษาจีน ทุกคนต้องอยู่ในหอพักของมหาลัย แต่ที่เมืองไทยไม่มีหอพักสำหรับทุกคน อาจมีบางส่วน บางที่ ของจีนนี่ถ้ากลับบ้านต้องคอยวันหยุด"
แม้ตอนแรกเธอจะไม่ได้เลือกมาเรียนภาษาไทย แต่เมื่อมหาวิทยาลัยให้เธอเรียน เธอพยายามทำความรู้จักกับประเทศไทย จากสื่อต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์ ละคร เพลง เธอบอกว่า ตอนนี้เธอรู้สึกดีใจที่ได้เรียนภาษาไทย คนไทยใจดี ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ 3 เดือน มีปัญหาอะไร คนไทยพร้อมช่วยเหลือ มีคนหนึ่งเป็นแม่ค้าผลไม้ ใจดีมาก จะคอยถามไถ่ทุกข์สุขต่าง ๆ และบอกเสมอว่าถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกได้เลยนะ คนไทยน่ะยิ้มเก่งใจดี ถ้ามีโอกาสเธออยากไปเที่ยวไทย แต่ถ้าไปทำงานทั้ง ๆ ที่อยากไป แต่ก็คงต้องคิดหนัก เพราะพ่อแม่จะเป็นห่วง
เธอทิ้งท้ายว่า " แม้ต่างวัฒนธรรม แต่ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ก็น่าจะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข "

http://thai.cri.cn/247/2012/08/06/225s200873.htm

ชีวิตความเป็นอยู่ของ นศ.จีน ในไทย


ชีวิตความเป็นอยู่ของ นศ.จีน ในไทย

มิสเหอ หุ้ย ชื่อไทย น.ส.หัทยา ชื่อ เล่น ขนมจีน อายุ 23 ปี  มีภูมิลำเนาอยู่เมือง Linzhou มณฑลกวางสี ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน  บิดา-มารดา ประกอบอาชีพเกษตรกร (ปลูกต้นไม้ขายเพื่อทำโลงศพ)  ปัจจุบันฝึกงานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (ระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 29 มีนาคม 2556) โดยได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านเอกสาร ติดต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะคนจีน หรือสถานที่ราชการของจีน ซึ่งต้องการมาศึกษาดูงานในประเทศไทย และแปลเอกสารจีน หรืออังกฤษเป็นภาษาไทย

“อาจารย์เป็นคนแนะนำให้มาฝึกงานที่นี่ ตอนแรกก็รู้สึกผิดที่ผิดทาง เพราะต้องใช้ภาษาไทยเยอะมาก ทั้งการฟังพูด อ่าน เขียน โดยหลังจากติดต่องานกับคนต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือฝรั่ง ก็ต้องแปลเอกสารการติดต่อให้เป็นภาษาไทยส่งหัวหน้างานด้วย แต่ระยะหลังปรับตัวได้ รู้จักวิธีทำงานมากขึ้น หาเอกสารได้เร็วขึ้น ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ฝึกงานก็จะมีอาจารย์จากทางมหาวิทยาลัย และหัวหน้างานช่วยกันประเมิน และให้คำแนะนำเป็นระยะๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะเรียนรู้เรื่องการทำงานโดยตรงแล้ว ยังทำให้รู้จักและพูดภาษาไทยได้ดีขึ้น”
มิสเหอ หุ้ย เริ่มเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ในปี 2552 หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ที่กวางสี และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกวางสี 1 ปี แต่สนใจเมืองไทย และทราบจากอาว่าที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง มีอาจารย์ที่ช่วยเด็กทำเอกสารติดต่อเรียนในต่างประเทศ จึงเข้าไปติดต่อ  ประกอบกับมีงาน Education Application ซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยกว่า 40 แห่ง ไปออกบู้ท ในที่สุด ก็เลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะคุณสมบัติค่อนข้างตรง คือจบชั้น ม.6 และมีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษดี
ขั้นตอน คือเข้าไปสมัครเรียนทางเว็บไซด์ โดยมีมหาวิทยาลัยปักกิ่งช่วยรับรองในการสมัคร เมื่อผ่านการคัดเลือก ทางคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และหัวหน้าฝ่ายวิเทศสัมพันธ์  ก็เดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง (สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) และทราบผลภายในวันสัมภาษณ์นั้นเอง ซึ่งเมื่อผ่านก็ต้องทำวีซ่าเข้าไทย ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือการทำวีซ่า พร้อมกันนั้นก็เข้าเรียนภาษาไทยเบื้องต้น เช่น คำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ไวยากรณ์ต่างๆ
เมื่อเดินทางมาถึงเชียงใหม่ ก็ได้เข้าพักในหอพักนานาชาติ ของทางมหาวิทยาลัย จึงเริ่มเรียนภาษาไทยจากพื้นฐาน ก.ข. เป็นระยะเวลา 4 เดือน  หลังจากนั้นก็เข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเลือก ซึ่งนักเรียนในห้องเกือบทั้งหมดเป็นคนจีน แต่ในเวลาเรียนอาจารย์ห้ามพูดภาษาไทย หรือจีน แต่ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น ทำให้ต้องฝึกฝนภาษาไทยเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน เช่น สนทนากับเพื่อนระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมที่ทำให้คลายความคิดถึงบ้านเกิดก็มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา นานาชาติในเชียงใหม่ เพื่อแข่งขันกีฬา และประกวด Miss / Mr. International  ซึ่งพบว่าแต่ละปีมีนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน และเกินร้อยละ 90 เป็นนักศึกษาจีน
มิสเหอ หุ้ย เล่าต่อไปว่าก่อนมาเมืองไทย คิดว่าคนไทยผิวดำ การแต่งกายสวมใส่ชุดไทย ผมมัดเกล้าสูง ผู้คนสวย หล่อ แต่ไม่ค่อยรวย และเมื่อมาอยู่จริงก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ คนเชียงใหม่สวย และใจดีมาก ที่เห็นได้ชัดเจนคือเพื่อนคนหนึ่งเลือกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมมาเที่ยวเชียงใหม่ และอยากไปวัดเจดีย์หลวง จึงไปถามทางจากคุณยายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน คุณยายช่วยอธิบายทางดีมาก และยังนำนมกล่องมาให้ดื่มแก้กระหายด้วย ขณะที่ผู้ชายอีกคนหนึ่งก็บอกว่าคุณยายอธิบายแล้วไม่รู้จะไปถูกไหม  เอามอเตอร์ไซด์ไปส่งดีกว่า เมื่อคุณยายได้ฟังก็กุลีกุจอหาหมวกกันน๊อคมาให้ใส่ ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
และจากการได้ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งใน จ.เชียงใหม่ เช่น น้ำพุร้อนสันกำแพง ดอยสุเทพ สวนราชพฤกษ์ ปางช้างแม่สา ม่อนแจ่ม สะเมิง หรือต่างจังหวัด อย่างเชียงราย น่าน เลย แม่ฮ่องสอน  ก็รู้สึกชอบธรรมชาติ และความสะอาดของเมืองไทยมาก ซึ่งคิดว่าในภาพรวมเมืองไทยสะอาดกว่าจีน  และที่ชอบเป็นพิเศษคือการตั้งแคมป์ ที่เชียงคาน จ.เลย รู้สึกสงบเงียบ มีแม่น้ำไหลผ่าน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังอยู่  มีของว่างให้เลือกรับประทานเยอะแยะ แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโอกาสเดินทางไปติดต่อธุระ 2 ครั้ง รู้สึกอากาศร้อน อึดอัดกว่าเชียงใหม่มาก
สภาพภูมิอากาศที่ต่างกันระหว่างเชียงใหม่ กับมณฑลกวางสี ซึ่งที่นั่นจะเย็นกว่า ช่วงฤดูหนาวมีหิมะตก แต่เชียงใหม่มีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนมากๆ ดังนั้นต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ต้องกินเย็น ถ้ากินร้อนจะเป็นร้อนในง่ายมาก และยังแพ้อากาศ เนื่องจากน้ำมีสิ่งเจือปน แต่ปัจจุบันสามารถรับประทานอาหารไทยได้หลายอย่างแล้ว อาทิ กระเพราหมูกรอบ ต้มยำ ข้าวผัด และที่ชอบมากจนถูกตั้งเป็นชื่อเล่น คือขนมจีน
ขณะเดียวกันวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มิสเหอ หุ้ย ยังใช้เวลาว่างสอนภาษาจีนให้กับเด็กไทยคนหนึ่งย่านตลาดเมืองใหม่ ประมาณครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีเศษ และตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ มีโอกาสกลับบ้านที่จีนปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดเทอม ระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งหากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อในเมืองไทย ก็จะบอกให้ดูวิชาที่จะเรียนก่อนว่าอยากเรียนอะไร และหากเลือกได้อยากให้เรียนเชียงใหม่มากกว่ากรุงเทพฯ เพราะอยู่สบายกว่า เป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าอยู่ และผู้คนใจดี แม้หลังเรียนจบอยากทำงานหาประสบการณ์ต่อ ที่เชียงใหม่อาจได้เงินเดือนน้อยกว่ากรุงเทพฯ
“หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรี คงต้องกลับไปทำงานที่จีน เพราะพ่อแม่ย้ำเสมอว่าเป็นลูกผู้หญิง ไม่อยากให้อยู่ไกลบ้าน ซึ่งความรู้ที่เรียนไป สามารถนำไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือเลือกทำงานโรงแรม การท่องเที่ยวก็ได้” มิส เหอ หุ้ย กล่าวในตอนท้าย

คนต่อมาได้แก่ Mr Zhuo Kangping   ชื่อไทย นายอชิตพล ชื่อเล่น ห้าม อายุ 23 ปี เป็น นักศึกษาแลกเปลี่ยนไทย-จีน  2 ปี (ช่วงปี 3-4) ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มาจากครอบครัวนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ในมณฑลกวางสี


อชิตพล เริ่มเรียนวิชาธุรกิจระหว่างประเทศในประเทศจีน 2 ปีแรก และเลือกเรียนภาษาไทย เพราะเคยดูภาพยนตร์ไทย จึงมโนภาพเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ว่าเป็นเมืองสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ประกอบกับในมหาวิทยาลัยมีการเปิดห้องเรียนสอนภาษาต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันอยู่ คือ ภาษาไทย 5 ห้อง ภาษาเวียดนามเปิดสอน 4 ห้อง และภาษาอินเดีย เปิดสอนแค่ 1 ห้อง จึงมีพื้นฐานคำศัพท์ และอ่านภาษาไทยได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในประเทศจีน แต่ไม่เก่งนัก เพราะสอบติดเอฟวิชาภาษาไทย
ขั้นตอนดำเนินการเพื่อเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยค่อนข้างง่าย เพราะเป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย เข้าไปประสานกับทางจีนโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยช่วงแรกๆ ฟังภาษาไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะคนไทยพูดเร็ว ต้องค่อยๆ ปรับตัว เช่นเดียวกับอาหารการกิน ซึ่งช่วงอยู่ในประเทศจีนก็เคยรับประทานอาหารรสเผ็ดมาบ้าง แต่เมื่อมาทานอาหารรสเผ็ดในไทยมักจะท้องเสีย
เพื่อนในห้องเรียนมี 24 คน ก็เป็นคนจีนทั้งหมด  เช่นเดียวกับเพื่อนในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างก็จะเที่ยว หรือรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งคิดว่าที่เที่ยวกลางคืนในเมืองไทยสนุกกว่าเมืองจีนมาก เพราะจีนเป็นแผ่นดินที่มีคนอาศัยอยู่มาก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงมีคนเยอะ เที่ยวไม่ค่อยสนุก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปกับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ คือ จ.แม่ฮ่องสอน ที่วิ่งรอบทั้งจังหวัด เริ่มจาก อ.ปาย ไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สะเรียง นอกจากนี้ยังเคยขี่รถขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งชอบมาก เพราะอากาศเย็นสบายคล้ายกับบ้านเกิดในประเทศจีน”
ขณะเดียวกัน อชิตพลยังมีโอกาสได้ร่วมงาน Chinese festival-Middle autume festival ซึ่งมีนักศึกษาจีนทั่วเชียงใหม่กว่า 1,000 คน มาพบปะสังสรรค์อย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย โดยแต่ละปีจะหมุนเวียนจัดในสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และพบปะสังสรรค์กันในงานย่อยๆ เช่น ตรุษจีน งานแข่งขันกีฬา
อชิตพล เล่าว่า รุ่นพี่บางคนที่มาอยู่เมืองไทยหลายปีมีเพื่อนเป็นคนไทย ก็แนะนำให้รู้จัก และได้พูดคุยกันบ้าง ทำให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น แต่ยังต้องพูดออกเสียงช้าๆ และขณะนี้เขาเองก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยบ้างแล้ว แม้จะไม่มากนัก สำหรับการฝึกงานที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพราะได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยฝึกงานที่นี่มาก่อน (ตอนนี้รุ่นพี่กำลังเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่)  ว่าจะได้ฝึกภาษาไทย ทั้งการพูด อ่าน สนทนา และการพิมพ์งาน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะหลังจากทางมหาวิทยาลัยส่งจดหมายขอฝึกงานมายังฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และมีการตอบรับแล้ว ก็เริ่มเข้ามาฝึกงาน และพบว่าสามารถใช้ภาษาไทยได้เก่งกว่าเดิม พิมพ์งานได้เร็วขึ้น โดยลักษณะงาน เป็นการติดต่อประสานงานกับกงสุลจีน หรือคนจีน แล้วแปลเป็นภาษาไทยให้หัวหน้างาน
“ตั้งแต่มาเรียนในเมืองไทย ผมได้กลับบ้านแล้ว 1 ครั้งช่วงปิดเทอม และได้หารือกับพ่อแม่ว่าหลังจากเรียนจบ รับปริญญาแล้ว อยากทำงานหาประสบการณ์ในเมืองไทยก่อน ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาต แต่หลังจากนั้นต้องกลับไปทำงานในจีน ซึ่งวางแผนว่าอาจทำงานในไทยสัก 2-3 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องต้องต่อวีซ่า โดยคิดว่าจะสมัครงานในบริษัทส่วนตัวของคนจีน เช่น ธุรกิจส่งออกผลไม้ หรือบริษัทขนส่ง บริษัทท่องเที่ยว เป็นต้น”
อชิตพล กล่าวในตอนท้ายว่า ถ้ามีโอกาสแนะนำรุ่นน้องคนจีนที่อยากมาเรียนในประเทศไทย ก็จะถามว่าต้องการเรียนอะไร และหากเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จะลดปัญหาเรื่องการใช้ภาษา ไทยที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วได้มาก เพราะช่วงแรกทางมหาวิทยาลัยจะให้ฝึกภาษาไทย เป็นการปรับพื้นฐานก่อน แล้วจึงเริ่มเรียน ซึ่งหากเลือกไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นๆ ของเมืองไทย อาจไม่ได้เรียนภาษาไทยปรับพื้นฐานก่อน.

http://www.northpublicnews.com/ชีวิตความเป็นอยู่ของ-นศ/

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

ภาษาจีน อาวุธลับที่ซึมลึก

ภาษาจีน อาวุธลับที่ซึมลึก             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ เอกรัตน์ บรรเลง



ในฐานะคู่ค้าปฏิเสธไม่ได้ว่าจากนี้ ไปคนไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว "จีนศึกษา" กันมากขึ้น ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และปรัชญาจีน เพื่อให้รู้เขารู้เรามากที่สุด แต่คำถามมีอยู่ว่า การที่คนไทยสามารถพูดจีนได้มากขึ้น จีนหรือไทย ใครจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2552 ที่โรงแรมรัชดาซิตี้ โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่เลยสี่แยกห้วยขวางไปไม่เกิน 300 เมตร คลาคล่ำไปด้วยบรรดาผู้อำนวยการโรงเรียนจีนและผู้บริหารโรงเรียนสามัญศึกษา ที่เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนจากทั่วประเทศไทยจำนวนมากกว่า 500 คน

ทุกคนมาร่วมประชุมกันในงาน "สัมมนาผู้บริหารโรงเรียนเพื่อสร้างเครือข่าย" ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียน ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมศึกษาทุกแห่งในประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนภาษาจีน (หลักสูตรจีนแผ่นดินใหญ่) รวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายในลักษณะสมาพันธ์โรงเรียนสอนภาษาจีนขึ้นโดยเฉพาะ

การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ให้เกียรติขึ้นเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ

เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของยุทธศาสตร์การค้าระหว่างจีนกับประเทศไทย

เพราะหากคนไทยสามารถพูดภาษาจีนได้มากขึ้นเท่าใด ย่อมจะส่งผลต่อการค้าการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ

จีนให้ความสำคัญในการสนับสนุนสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ได้เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนมาระยะหนึ่งแล้ว

เป็นการให้ความสำคัญที่ดูจะมากกว่าที่จีนให้กับประเทศอื่นๆ

ยกตัวอย่างสถาบันขงจื๊อที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้มีการจัดตั้งขึ้นตาม สถาบันอุดมศึกษาของประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเพียงประเทศละ 1-2 แห่ง

ในประเทศไทยกลับมีสถาบันขงจื๊อ อยู่มากกว่า 10 แห่ง กระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ

4-5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งทุ่มงบประมาณผ่านเฉียนปั้น (สำนักงานกิจการ ด้วยจีนโพ้นทะเล) และฮั่นปั้น (กระทรวงศึกษาธิการของจีน) ดำเนินงานผ่านสถาบันขงจื๊อ ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยวางตำแหน่งไทยเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้

จีนสนับสนุนให้ครูอาสาสมัครมาสอนในไทยมากขึ้น เฉพาะปี 2550 ส่งมาแล้ว 639 คน โดยฝ่ายไทยจ่ายค่าจ้างเดือน ละ 8,000 บาท พร้อมดำเนินการเรื่องพักอาศัยในไทยทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายจีนจะรับผิดชอบเรื่องค่าเดินทางและจ่ายสมทบให้ครูจีนอีกเดือนละ 200 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งประกันชีวิต แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความตื่นตัวในการเรียนภาษาจีนของคนไทยเองที่มีมากขึ้น เพราะมองว่าจีนเป็นภาษาที่ 3 ที่เขาต้องรู้นอกเหนือจากภาษาแม่และภาษาอังกฤษ

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าแกนเศรษฐกิจ ของโลกกำลังเปลี่ยนมาอยู่ทางเอเชียโดย มีจีนเป็นผู้นำ

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ ไทย เพราะไทยมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อยู่อีกมาก อันเนื่องมาจากนโยบายปิดโรงเรียนจีนตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 50 ปีก่อน ทำให้การเรียนภาษาจีนของคนไทยขาดช่วงไปกว่า 10 ปีเต็ม

แม้ต่อมาภายหลัง รัฐบาลอนุมัติให้เปิดการสอนภาษาจีนได้อีกครั้ง แต่แนวโน้มของโลกที่เปลี่ยนแกนไปอยู่ทางตะวันตก ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่จัดตารางเรียนไว้เพียง 1-2 คาบต่อสัปดาห์เท่านั้น ทำให้การเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร

ส่วนโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ได้รับแรงหนุนจากชุมชนชาวจีนต่างๆ ทั่วประเทศที่จัดตารางเรียนภาษาจีน 5-10 คาบต่อสัปดาห์นั้น ในมุมหนึ่งกลับเกิดคำถามถึงอนาคตของนักเรียนที่จบหลักสูตรเช่นกัน เพราะหากมุ่งเส้นทางสายนี้ แน่นอนว่าโอกาสที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไทยย่อมน้อยลงไปด้วย

จึงถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของโรงเรียนสอนภาษาจีน ที่จะต้องสร้างศรัทธาจากผลสัมฤทธิที่ออกมาจากตัวศิษย์เก่าที่จบออกไปรุ่น แล้วรุ่นเล่าเป็นหลัก

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตามภูมิศาสตร์นับเป็นด่านหน้าที่จะรับกับกระแส จีน ซึ่งทะลักลงมาตามแม่น้ำโขง แม้จะมีโรงเรียนสอนภาษาจีนเกิดขึ้นทุกๆ จังหวัด แต่ก็ยังเพิ่งกลับมาตั้งไข่เช่นกัน

"ถ้าดูแนวโน้มเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนแล้ว เดิมทุกอย่างอยู่ที่ตะวันตก แต่อนาคตคำตอบอยู่ที่โซนตะวันออกอย่างจีน อินเดีย เวียดนาม ซึ่งไทยจะก้าวทันหรือไม่ ก็อยู่ที่การสอนให้คนรู้ภาษาจีน ไม่งั้นไม่ทัน" ดิษฐ์ ลินพิศาล ประธานมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง มูลนิธิที่เป็นเจ้าของโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ โรงเรียนสอนภาษาจีนชื่อดังของเชียงใหม่ กล่าวกับผู้จัดการ 360 ํ

มูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง เดิมชื่อมูลนิธิช่องฟ้าวาณิชบำรุง ก่อตั้งเมื่อปี 2515 โดยณรงค์ ศักดาทร เจ้าของนิยม พานิช เป็นแกนนำในการก่อตั้ง

ตามบันทึกโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ ของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ 8 สถาบัน ระบุว่า "ช่องฟ้าซินเซิง" เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนในเชียงใหม่ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ปี 2444 เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของนักธุรกิจเชื้อสายจีนจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (ตี๋ย่ง แซ่แต่, สุ่นอี้ แซ่ฉั่ว หรือหลวงอนุสารสุนทร, เอี่ยวหก แซ่เอง, อุ่ย แซ่เหลี่ยว หรือเหลี่ยวหย่งง้วน) บริจาคทรัพย์-ที่ดิน จัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกชื่อ "โรงเรียน ฮั่วเอง" บนถนนเจริญราษฎร์ใกล้กับวัดเกตุ เปิดสอนภาษา-วัฒนธรรมจีนให้กับลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่มีจำนวนมากใน เชียงใหม่ จากนั้นขยับขยายไปตั้งบนถนนช้างคลาน (ปัจจุบันคือที่ตั้งไนท์บาร์ซา ที่ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของมูลนิธิฯ)

เนื่องจากชาวจีนในเชียงใหม่มีจำนวนมากและใช้ภาษาแตกต่างกัน เช่น จีนแคะ ไหหลำ กวางตุ้ง หยุนหนัน ฯลฯ ทำให้ระยะที่ผ่านมามีการก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนมากถึง 8 แห่ง (ฮั่วเอ็ง, หัวเคียว, ชิงหัว, ซินเซิง, ช่องฟ้า, ศักดาวิทยา, วาณิชบำรุงวิทยา และสหศึกษา) ก่อนยุบรวมเป็น "ช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2549 และย้ายมาอยู่เลขที่ 196-197 หมู่ 2 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 4 ในปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 6

อย่างไรก็ตาม ในการทำ Work Shop เรื่องการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนจีนที่ศูนย์จีน ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2550 มีการสะท้อนถึงอุปสรรคปัญหาที่น่าคิดไว้หลายประเด็นทั้งอุปสรรคเรื่อง ครู-หลักสูตรและแบบเรียน-การต่อยอดของเด็ก

ดิษฐ์สะท้อนว่า มีคำถามเกิดขึ้นเช่นกันว่า เด็กที่จบ ม.6 โรงเรียนจีนจะเรียนต่อที่ไหน ต่อยอดอย่างไร ซึ่งโดยเป้าหมายแล้วมีคำตอบอยู่ ก็คือใช้ฐานภาษาจีนทำธุรกิจและการท่องเที่ยว แต่ก่อนเดินไปสู่จุดนั้น รัฐบาลไทยต้องสนับสนุนด้วยการเปิดหลักสูตรขึ้นมา เช่น สถาบันราชภัฏที่เปิดได้ง่าย ทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีขึ้นมารองรับ สอนให้ทำธุรกิจ สอนให้ทำการท่องเที่ยว สอนให้รู้ว่าจะทำเงินกับจีนได้อย่างไร

"นี่แหละ คือจีนศึกษา สำหรับคนไทยจากนี้ไป"

ส่วนประเด็นเรื่องครูสอนภาษาจีน ที่แม้ว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะส่งครูสอนภาษาเข้ามา แต่ก็เกิดปัญหาการสื่อสารกับเด็ก เพราะครูชาวจีนเหล่านี้ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ กลายเป็นปัญหาในกระบวนการสอนขึ้นมา จำเป็นที่รัฐบาลต้องลงทุนเปิดหลักสูตรครูสอนภาษาจีนขึ้นในประเทศไทย ผลิตบุคลากรขึ้นมารองรับเอง

สำหรับปัญหาแบบเรียนทาง "ฮั่นปั้น" หรือสำนักงานคณะอนุกรรมการกำกับ การเรียนการสอนภาษาจีนสำหรับชาวต่างชาติแห่งประเทศจีน ได้สนับสนุนให้ผลิตแบบเรียนและสื่อการสอนชุด "สัมผัสภาษา จีน" ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ขณะนี้แจกฟรีเพื่อใช้ทดลองสอนในชั้น ป.1 ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมานี้เอง

"มาถึงตอนนี้ การพลิกฟื้นเรื่องจีนศึกษา อาจไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่ไทยก็ต้องรีบทำ" ดิษฐ์ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ดิษฐ์ ลินพิศาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ ไม่ว่าจะเป็นภาณุพงษ์ ศักดาทร ทายาทตระกูล "ศักดาทร" แห่งนิยมพานิช ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน, บพิตร ศรีชรากุล ผู้จัดการโรงเรียน, วัลลภ แซ่เตี๋ยว (เฮียจิง) นักเรียนเก่าไต้หวัน อดีตผู้รับสัมปทานเส้นทาง R3a จากรัฐบาลลาวมือแรก ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศิษย์เก่า ต่างยืนยันว่าจะเดินหน้าผลิตบุคลากรด้านภาษาจีนให้กับประเทศไทย รองรับกับกระแสโลกที่เกิดขึ้น

ภาณุพงศ์บอกว่า ตอนนี้โรงเรียนฯ ได้อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นผู้อำนวยการเชื่อว่าจะช่วยให้การเรียนการสอนมีมาตรฐานยิ่งขึ้น จากเดิมที่เด็กจากที่นี่สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามระดับชั้นต่างๆ รวมถึง HSK ได้ประมาณ 20% ก็จะทำให้ได้ต่ำสุด 45% ขึ้นไป เป็นต้น รวมถึงฐานความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีจีนก็ต้องเพิ่มครูที่จะเข้ามาสอน ภาษาจีนก็ต้องพูดไทยได้ด้วย จึงจะสามารถสื่อสารกับเด็กได้

ปี 2551 มีนักเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ เข้าสู่สนามสอบ HSK ระดับพื้นฐาน 103 คน สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 53 คนและระดับต้น-กลาง 16 คน สอบผ่าน 6 คน

ในปีนี้มีนักเรียนชั้น ม.6 ของโรงเรียนสอบผ่านระบบโควตาภาคเหนือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ในอันดับ 3 จากผู้สมัคร 54 คน สอบผ่าน 22 คน หรือ 40.74% และสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระบบรับตรงได้อีก 24 คน รวมเป็น 46 คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

ดูเหมือนจะไม่ต่างไปจากชุมชนพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนที่แม่สอด จ.ตาก พรมแดนไทย-พม่า ซึ่งมองถึงอนาคตจีนในคอนเซ็ปต์เดียวกัน ล่าสุดก็ได้สถาปนาความเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับเขตปกครองตนเองชนชาติไต-จิง โพ่แห่งเต๋อหง มณฑลหยุนหนันที่มียุทธศาสตร์เปิดเส้นทางการค้าการลงทุนจากพรมแดนจีนเข้าพม่า ผ่านย่างกุ้ง-เมียวดี-แม่สอด

(อ่านเรื่อง "เต๋อหง ช่องทางสินค้าจีนที่ไทยไม่อาจมองข้าม" นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552 หรือ www.gotomaneger.com ประกอบ)

ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่ถือว่าแม่สอดเป็นประตูหน้าด่านฝั่งตะวันตกของไทย

(อ่านเรื่อง "East-West Corridor ประตูฝั่งตะวันตกที่รอวันเปิด" นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551 หรือ www.gotomanager.com ประกอบ)

ที่แม่สอดมีโรงเรียนราษฎร์วิทยา (ตี่มิ้ง) ในความอุปถัมภ์ของแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นแหล่งบ่มเพาะบุคลากรด้านภาษาจีนมาตั้งแต่ปี 2490 เป็นอีกหนึ่งในโรงเรียนเครือข่าย ชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ เช่น เดียวกับช่องฟ้าซินเซิงฯ เชียงใหม่, ประชา วิทย์ ลำปาง, เจริญศิลป์ แพร่, บัวใหญ่ โคราช, ฮั่งเคี้ยง ขอนแก่น ฯลฯ

"วันนี้ รัฐต้องเข้ามาส่งเสริมเรื่องการเรียนจีนแล้ว เพื่อความเจริญในอนาคต"ปณิธิ ตั้งผาติ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก, ประธานชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ, สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุด 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน หลักของตี่มิ้งบอก

แต่ตี่มิ้งที่ใช้ Hungu 12 เล่ม สอนภาษาจีน 9 ปีจนถึง ม.3 (ป.1-4 ใช้ปีละ 2 เล่ม ที่เหลือใช้สอนถึง ม.ต้น) มีครูจีนเข้ามาช่วยสอนตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน ยุคที่สัมพันธ์ ทอง-สมัคร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะเด็กที่จบ ป.6 แล้ว มักจะออกไปเรียนต่อระดับมัธยมที่อื่น เพราะมองไม่เห็นว่าเรียนภาษาจีนแล้วจะได้อะไร

ทั้งๆ ที่ นี่คือเทรนด์ของโลก!

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การขับเคลื่อนของชมรมโรงเรียนสอนภาษาจีนภาคเหนือ ทำให้ได้รับโควตาเรียนฟรีจากวิทยาลัยกว่างสี 4 คนต่อปี และโควตาเรียนแบบเสียค่าเล่าเรียน 50% อีก 20 คนต่อปี ซึ่งสามารถส่งเด็กนักเรียนไปตามโควตาแล้ว 2 รุ่น

ซึ่งอาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนได้ส่วนหนึ่ง   

http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=82730
https://www.facebook.com/ChinEdMedia/

สื่อการสอนจีน Chinese Education Media

 

https://www.facebook.com/groups/164723140321139/

ครูภาษาจีนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน

เปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 รศ.เชาวน์ มณีวงษ์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการปฐมนิเทศ นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยยูนาน
ณ ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
     
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดโครงการความร่วมมือไตรภาคีทางการศึกษา เป็นความร่วมมือ
ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยยูนาน และมหาวิทยาลัยต้าลี่
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการนำคณะนักศึกษาจากมหาวิทยายูนาน จำนวน 50 คน
และคณะนักศึกษาจากต้าลี่ จำนวน 4 คน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 17 แล้ว เพื่อทำการฝึกสอนภาษาจีน
ในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี
   
สำหรับการนำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูนาน จำนวน 50 คน เข้าฝึกสอนภาษาจีนระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน 2557 รวม 5 เดือน 1 เทอมการศึกษา ส่วนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต้าลี่ จำนวน 4 คน เข้าฝึกสอนภาษาจีนระหว่างเดือน พฤษภาคม 2557 ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2558 รวม 10 เดือน 2 เทอมการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในด้านภาษาต่างประเทศ และเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในจังหวัดชลบุรี เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับครู และนักเรียนในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี เป็นการสนับสนุนการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศไทย และเพื่อติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกสอนจีนต่อไป
   
รศ.เชาวน์ มณีวงษ์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า โครงการปฐมนิเทศ
นักศึกษาจีน มหาวิทยายาลัยยูนาน ตามโครงการความร่วมมือไตรภาคีทางการศึกษา รุ่น 17 ได้จัดการ
อบรมระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤษภาคม 2557 โดยในการอบรมครั้งนี้ได้มีการบรรยายในหัวข้อเรื่อง
การฝึกสอนของนิสิตชาวจีนในประเทศไทย และบรรยายเรื่อง ระบบการศึกษา หลักสูตร และแนวทางการจัดการเรียนการสอนในประเทศ โดย ดร.มณเทียน ชมดอกไม้ จากนั้นอาจารย์ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม บรรยายเรื่อง จิตวิทยาการเรียนการสอน จากนั้นเป็นการบรรยายเรื่องแนวทางการประเมินผลการฝึกสอนและวัฒนธรรมการทำงานในโรงเรียน 

ปริญญา/ข่าว/ภาพ

โชคชะตาร่วมกันระหว่างดิฉันกับนักศึกษาจีน -- จีน บ้านที่ 2 ของดิฉัน

โชคชะตาร่วมกันระหว่างดิฉันกับนักศึกษาจีน -- จีน บ้านที่ 2 ของดิฉัน

2014-10-31 16:09:55 People's Daily
บทเกริ่นนำ
ในสถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษา ศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิสาหกิจต่างๆ ในจีน มีผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาต่างถือจีนเป็นบ้านที่ 2 ของตนเอง โดยได้แสดงบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้การสร้างสรรค์ในวงการสำคัญต่างๆ ของจีนมีการพัฒนาอย่างมาก หรือผลักดันให้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของจีนมีความก้าวหน้าที่ สำคัญ หนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้าได้เชิญให้ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมาแนะนำการทำ งานและชีวิตประจำวันในจีน พร้อมกล่าวถึงความรู้สึกของพวกเขาด้วย
เธอขยันทำงานเป็นอาจารย์มาเป็นเวลา 47 ปี และมีวาสนาต่อกันกับนักศึกษาจีนมานานกว่า 20 ปีแล้ว ชีวิตหลังเกษียณ ปกติควรอยู่กับครอบครัวอย่างแสนสบายใจ แต่เธอกลับมานั่งแก้บทความให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง เป็นเวลา 9 ปี เธอกล่าวต่อผู้สื่อข่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ปักกิ่งเป็นบ้านที่ 2 ของดิฉัน ดิฉันทำงานที่นี่ และใช้ชีวิตที่นี่อย่างมีความสุข”
รูปร่างเล็กบาง เส้นผมสีเทาเงินเป็นทรงเรียบร้อย สายตาอ่อนโยนของอาจารย์ผู้มีความเมตตาที่ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้านี้ คือ ผศ.เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา จากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ของไทย เธอได้เล่าถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งที่มีต่อจีน และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่งว่า
“รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างมากในการเชิญบุคลากรชาวต่างชาติ จีนมีระบบความร่วมมือที่สมบูรณ์แบบระหว่างมหาวิทยาลัยจีนและต่างประเทศ มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่งกับมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่มีโครงการ แลกเปลี่ยนอาจารย์มานานแล้ว ดิฉันจึงมีโอกาสมาถึงจีนเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1992 โดยสอนวิชาการเขียนและวิชาวรรณคดีไทยในมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง” ซึ่งตอนนั้น ผศ.เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา และเพื่อนร่วมงานสสับกันมาสอนที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง คนละ 1 เทอม จนถึงปี 1999 ผศ.เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา จึงได้มาจีนอีกเป็นครั้งที่ 2

http://thai.china.com/news/culture/1050/20141031/195598.html

อธิการบดี ม.สยาม ต้อนรับนักศึกษาจากประเทศจีน

อธิการบดี ม.สยาม ต้อนรับนักศึกษาจากประเทศจีน

ข่าว 25 ก.ค.571 เมื่อ วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ห้อง 19 – 1003 ชั้น 10 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 มหาวิทยาลัยสยาม ถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศ และกล่าวต้อนรับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 และ 3 จาก Zhejiang Gongshang University ประเทศจีน จำนวน 17 คน ที่มาศึกษา และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย – จีน ที่มหาวิทยาลัยสยาม ตามโครงการ “Speaking Chinese Promotion Project” ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยมีอาจารย์สมณา กฤษณเทวินทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ ดร.ประเสริฐ อหิงสโก ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม และดร.จุไรรัตน์ วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งนักศึกษาจีนที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย – จีนในครั้งนี้ มีกำหนดการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมรวมเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2557
      ทั้งนี้นักศึกษาจีนจะได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมไทยต่างๆ เช่น ศิลปะการรำไทย การฝึกแม่ไม้มวยไทย เป็นต้น รวมถึงนักศึกษาจีนเองก็จะสอนภาษาจีนให้แก่อาจารย์ เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยสยามที่สนใจ และยังได้มีส่วนเข้าไปสอนภาษาจีนให้กับน้องๆ นักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรมอีกด้วย.

http://www.samilatimes.co.th/?p=3932

เอเยนซี่ซื้อขายบ้านเผยนักศึกษาจีน ซื้อแฟลตระดับ $10 ล้านขึ้นเพียบ

เอเยนซี่ซื้อขายบ้านเผยนักศึกษาจีน ซื้อแฟลตระดับ $10 ล้านขึ้นเพียบ

สวนสาธารณะไฮปาร์คมองจากอพาร์ทเมนท์ The Residence
สวนสาธารณะไฮปาร์คมองจากอพาร์ทเมนท์ The Residence
19 ก.ค. 2015 นายหน้าชื้อขายที่อยู่อาศัยชื่อดังได้เปิดเผยว่า บิดามารดาในประเทศจีนนอกจากจะส่งบุตรหลานมาเรียนหนังสือที่ออสเตรเลียแล้ว พวกเขายังให้เงินลูกหลานเลือกหาซื้อที่อยู่อาศัยระดับหรู โดยไม่เกี่ยงราคาใด ๆ
จากการเปิดเผยของนาย Ray Chan กรรมการผู้จัดการเอเยนซี่ Henson Properties ในไชน่าทาวน์และประธานแชปเตอร์ต่างประเทศของสถาบันอสังหาริมทรัพย์แห่งรัฐ นนิวเซาท์เวลส์ (REIN) เปิดเผยว่า มีนักศึกษาจีนคนหนึ่งจ่ายเงิน 14 ล้านเหรียญซื้อห้องสูทของอพาร์ทเมนท์ The Residence ถนน College St. ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของสวนสาธารณะ Hyde Park
นักศึกษาจีนอีกคนหนึ่งจ่ายเงิน 18 ล้านเหรียญเพื่อซื้อเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของอพาร์ทเมนท์ Darling Square ที่ Entertainment Centre ทั้งที่การก่อสร้างยังไม่ได้เริ่มและยังไม่เห็นแผนงานก่อสร้าง
นักศึกษาจีนอีกคนหนึ่งประเดิมการเข้ามาเรียนหนังสือ ด้วยการตัดสินใจซื้ออพาร์ทเมนท์ราคา 3.5 ล้านเหรียญอย่างรวดเร็ว   พร้อมกับซื้อรถเบ็นซ์รุ่นใหม่ล่าสุด ถึงขนาดที่พนักงานขายต้องสอนให้เขารู้จักวิธีเติมน้ำมันรถเองอีกด้วย
น.ส. Cindy Wang นักศึกษาจากเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า ครอบครัวของเธอส่งเธอมาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแมควอรี่ แล้วยังให้เงินเธอซื้ออพาร์ทเมนท์ขนาด 2 ห้องนอนที่ย่าน Chippendale ในเขต Sydney City ในราคา 1.2 ล้านเหรียญ ซึ่งเธอได้ให้เช่า เพื่อเอาเงินค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างศึกษา
นาย Chan กล่าวว่า การส่งบุตรหลานมาออสเตรเลียไม่เพียงเพื่อมาเรียนหนังสืออย่างเดียว   แต่มันยังหมายถึงการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญของพ่อแม่มหาเศรษฐีใน ประเทศจีน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐน.ซ.ว.มีรายได้จากค่าอากรแสตมป์ซื้อ ขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7.3 พันล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา
สำหรับย่านที่นักศึกษาจีนสนใจซื้อ คือย่านที่อยู่ล้อมรอบมหาวิทยาลัยเช่น Ryde, Carlingford, Zetland, Green Square, Mascot, Kingsford และ Alexandria
นาย Chan กล่าวว่า อพาร์ทเมนท์ที่ถูกนำเข้าตลาดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาถูกขายออกอย่างรวดเร็ว บางรายยังไม่ทันขึ้นป้ายขายก็ถูกซื้อพร้อมทำสัญญาและวางมัดจำเสร็จภายใน ครึ่งวันนั้น
เขากล่าวว่า นักศึกษาจีนไม่ได้เพียงมาเรียนหนังสือ พวกเขายังใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่แฟชั่นเสื้อผ้า, ทำผม, ทำเล็บ, กินอาหารในภัตตาคาร, คาเฟ่, ไปเที่ยวคาราโอเกะ และซื้อบริการอื่น ๆ ที่นำเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล
หากพวกเขาสามารถได้อยู่อาศัยถาวรและโอนสัญชาติ ก็จะสามารถนำบิดามารดาเข้ามาอยู่ได้ในฐานะบุตรคนเดียวของครอบครัวที่ต้อง ดูแลพ่อแม่ (จีนมีนโยบาย one child policy)
นาย Chan กล่าวว่า มหาเศรษฐีชาวจีนจำนวนมากนิยมชื้ออพาร์ทเมนท์ระดับอัพมาร์เก็ตในออสเตรเลีย โดยเฉพาะอพาร์ทเมนท์ในราคาระหว่าง 10 ถึง 20 ล้านเหรียญ
Liu Xiaoqing ในวัย 64 ปีที่ยังสาวสวยเสนอด้วยมีดหมอ
Liu Xiaoqing ในวัย 64 ปีที่ยังสาวสวยเสนอด้วยมีดหมอ
นาง Liu Xiaoqing (หลิวเสี่ยวชิ่ง) ดารานักแสดงสาวใหญ่วัย 64 ปี เจ้าขอฉายาที่สื่อมวลชนไทยเรียกเธอว่า “สวย 2000 ปี” และเป็นผู้ที่ถูกนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้เป็นคนรวยที่สุดใน 50 คนแรกของประเทศจีน เป็นผู้หนึ่งที่กำลังตามล่าหาซื้อบ้านริมอ่าวซิดนีย์ โดยเฉพาะในย่าน Double Bay ที่เธอประทับใจ
สำหรับนางหลิวเสี่ยวชิ่งกล่าวว่า เธอได้ท่องเที่ยวมาทั่วโลก และพบว่าซิดนีย์คือเมืองที่น่าอยู่อาศัยที่สุดแห่งหนึ่งบนพื้นโลก
ขณะนี้เธอกำลังอยู่ในระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ สองเรื่อง The Bombing ของ Mel Gibson และมีพระเอก Bruce Willis ร่วมแสดง
นาย Chan กล่าวว่าเกือบ 1 ใน 20 ของชาวออสเตรเลียในปัจจุบันมีบรรพบุรุษเป็นคนจีน ทำให้คนกลุ่มชุมชนชาวจีนเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวยุโรปที่ใหญ่ที่สุด
ในด้านการศึกษา นักศึกษาชาวจีนก็เป็นนักศึกษาต่างชาติกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ 121,000 คนจากจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งสิ้น 453,000 คน ทำให้นักศึกษาจากจีนมีส่วนเกื้อหนุนอุตสาหกรรมส่งออกทางการศึกษามูลค่า 17 พันล้านเหรียญต่อปีของออสเตรเลียเป็นอย่างมาก
และหนึ่งในสี่ของนักศ๊กษาที่มหาวิทยาลัยแมคควอรี่, ม.นิวเซาท์เวลส์, ม.ซิดนีย์ และม.เทคโนโลยีซิดนีย์เป็นนักศึกษาจากประเทศจีน
จากข้อมูลของคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนจากต่างชาติ หรือ FIRB พบว่าชาวจีนคือผู้ที่ได้รับอนุมัติให้ซื้อบ้านในมูลค่าสูงสุด โดยในปีการเงิน 2013-14 มีมูลค่า 34.7 พันล้านเหรียญหรือเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวของปีก่อน   โดย 13 พันล้านเหรียญเป็นการซื้ออสัหริมทรัพย์ที่รัฐน.ซ.ว.
นาย Ray Chan แห่งเอเยนซี่ Henson Properties
นาย Ray Chan แห่งเอเยนซี่ Henson Properties
jingjonews@hotmail.com

https://jingjonews.com/2015/07/19/เอเยนซี่บ้านเผยนักศึกษ/

อบจ.ลำพูนจัดพิธีส่งมอบนักศึกษาไทย-จีน

IMG_8027 (Large) 

แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-จีน รุ่นที่ 2 ให้สถานศึกษาในจังหวัดลำพูนองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จัดพิธีส่งมอบนักศึกษาจีนจากมหาวิทยาลัยครูเน่ยเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ตามโครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน รุ่นที่ 2 ให้สถานศึกษาในจังหวัดลำพูนที่เข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนภาษาและเผยแพร่วัฒนธรรมจีน ดร.นิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการที่ประเทศไทย ได้เข้าร่วมปฏิญญาประชาคมอาเซียน อันมุ่งเน้นในการพัฒนาความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียน องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย-จีน ต่อเนื่อง เป็นรุ่นที่ 2 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยครูเน่ยเจียง เมืองเน่ยเจียง มณฑล เสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน นำนักศึกษาจีนแลกเปลี่ยน จำนวนทั้งสิ้น 27 คน มาปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักเรียนในสถานศึกษาในจังหวัดลำพูน 19 แห่ง ในภาคเรียนที่ 1/2558 ระหว่างเดือนมิถุนายน 2558 ถึง เดือนกันยายน 2558 ระยะเวลาทั้งสิ้น 4 เดือน โดยมีศาสตราจารย์ชะภิพร เกียรติคชาธาร หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือไทย-จีน มหาวิทยาลัยเฉิงตู เป็นผู้ประสานงานโครงการ
           ทั้งนี้นักศึกษาจีนแลกเปลี่ยนได้เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติจังหวัด เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 และเมื่อระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2558 นักศึกษาจีน ได้เข้ารับการปฐมนิเทศ เรียนรู้หลักสูตรภาษาไทยเบื้องต้น การดำรงชีวิตในสังคมไทย ณ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และในวันที่ 8 มิถุนายน 2558 องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กับภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในจังหวัดลำพูน ในการนำนักศึกษาจีนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษา ภาษา และวัฒนธรรมให้แก่เด็ก เยาวชนในจังหวัดลำพูน พิธีปฏิญาณตนของนักศึกษาจีน พิธีผูกข้อมูลรับขวัญนักศึกษาจีน และพิธีส่งมอบนักศึกษาจีนให้แก่สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน โดยได้รับเกียรติจากนายอนันตพล บุญชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธี กล่าวต้อนรับและให้โอวาท
         การดำเนินงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมปลูกฝังและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กนักเรียนใน จังหวัดลำพูน ให้สามารถเข้าถึงการสื่อสารภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความร่วมมือกับกลุ่มประชาคมอาเซียน และเพื่อเสริมสร้างความความมือทางการศึกษาร่วมกัน ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการยกระดับการศึกษาของจังหวัดลำพูน ในการรองรับประชาคมอาเซียนซึ่งจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 นอกจากนี้ยังได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการต่อวีซ่าให้แก่สถานศึกษาในจังหวัดลำพูน ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องด้วย.

http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/407675

ทุนรัฐบาลจีนได้แก่ทุนปริญญาตรี โท เอก ทุนเรียนภาษาจีน และทุนนักศึกษาอาวุโส

ทุนรัฐบาลจีนได้แก่ทุนปริญญาตรี โท เอก ทุนเรียนภาษาจีน และทุนนักศึกษาอาวุโส

24 มิ.ย. 2558

24
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย 57 ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร10310โทรศัพท์ 02 245 7039 โทรสาร 02 248 8085 เว็บไซต์ www.chinaembassy.or.th/th
กำหนดการรับสมัคร
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน
ประเภททุนต่างๆ
ทุนเรียนภาษาจีน (Chinese Culture Reach Fellowship)
เป็นทุนบางส่วนที่มอบให้นักศึกษาที่ต้องการเรียนภาษาจีนแบบไม่มีวุฒิบัตร หรือผู้ซึ่งมีความรู้ทางภาษาจีนเล็กน้อยและต้องการศึกษาภาษาจีนที่ประเทศจีน โดยมีระยะเวลาการเรียน1 – 2 ปี ผู้สมัครจะต้องเป็นผู้มีความรู้เทียบเท่านักเรียนมัธยมปลายของจีนและมีอายุ ไม่เกิน 35 ปี
ทุนนักศึกษาปริญญาตรี (Scholarships for bachelor degree student)
เป็นทุนให้เต็มจัดขึ้นเพื่อผู้ที่ต้องการศึกษาในระดับปริญญาตรีในประเทศ จีน ใช้ระยะเวลาเรียน  4 – 5 ปีโดยผู้สมัครจะต้องจบการศึกษามัธยมปลายและมีผลการเรียนเป็นเลิศ ผ่านการสอบของสถาบันของจีนหรือได้รับการตอบรับจากสถาบันในจีนโดยผ่านการแนะ นำรับรอง อีกทั้งผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่เกิน25 ปี
ทุนปริญญาโท (Scholarships for master degree student)
เป็นทุนให้เต็มมอบให้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาปริญญาโทในจีน โดยมีระยะเวลาเรียน 2 – 3 ปีและผู้สมัครจะต้องจบปริญญาตรีมีผลการเรียนหรือคะแนนสอบเป็นเลิศ นอกจากนี้ผู้สมัครจะต้องได้รับการแนะนำจากศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ของ สถาบันตน และได้รับการตอบรับโดยสถาบันในจีนแล้วและผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี
ทุนปริญญาเอก (Scholarship for doctoral degree students)
เป็นทุนให้เต็มมอบให้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนปริญญาเอกในประเทศจีนโดย ใช้ระยะเวลาเรียน 3 ปี ผู้สมัครจะต้องจบปริญญาโทและมีผลการเรียนและคะแนนเป็นเลิศ อีกทั้งผู้สมัครจะต้องได้รับการแนะนำจากศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ของ สถาบันตนและจะต้องได้รับการตอบรับจากสถาบันในจีนแล้ว นอกจากนี้ผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี

5 ทุนสำหรับนักศึกษาทั่วไป (Scholarship for general scholar)
เป็นทุนให้เต็มมอบให้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนตามวิชาเอกเดิมของตนใน ประเทศจีน โดยมีระยะเวลาเรียน 1 – 2 ปีและผู้สมัครจะต้องเรียนจบปริญญาตรีมาแล้วอย่างน้อย 2 ปีหรือมีความรู้เทียบเท่าผู้จบปริญญาตรีและมีอายุไม่เกิน 45 ปี
6 ทุนสำหรับนักศึกษา (หรือนักวิจัย นักวิชาการ) อาวุโส
มอบให้สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานวิจัยของตนภายใต้วิชาที่เฉพาะเจาะจงใน ประเทศจีน ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ของสถาบันนั้นๆ โดยมีระยะเวลา 1 – 2 ปี ผู้สมัครจะต้องมีความรู้เทียบเท่าปริญญาโทในประเทศจีน ภายใต้การแนะนำของศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ของตนและผู้สมัครต้องมีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี
หลักฐานประกอบการสมัคร
1 กรอกแบฟอร์มใบสมัครของ Chinese Government Scholarship ที่ทำขึ้นโดย CSC – China Scholarship Council ดาวน์โหลดได้ที่http://en.csc.edu.cn
2 สำเนาใบแสดงผลการเรียนและวุฒิการศึกษา นักศึกษาจะต้องมีเอกสารรับรองสถานภาพการเรียนกรณียังศึกษาอยู่และกรณีทำงาน แล้วก็จะต้องมีใบรับรองสถานภาพการทำงานโดยหน่วยงานตน
3 แบบฟอร์มตรวจสุขภาพของชาวต่างชาติในกรณีที่เรียนมากกว่า 6 เดือน
4 ผลการวิจัยหรือแผนการเรียน (ไม่น้อยกว่า 200 คำ)
5 สำหรับผู้สมัครหลักสูตรปริญญาโทหรือปริญญาเอกและsenior scholarships จะต้องมีจดหมายแนะนำ 2 ฉบับซึ่งเขียนด้วยภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษโดยศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์
6 นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกที่สมัครที่ประเทศจีน จะต้องมี Admission Notice ของสถาบันจีน
7 ผู้สมัครทุนด้านดนตรีจะต้องมีผลงานด้านดนตรีด้วย
8 ผู้สมัครปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีagronomy และแพทย์จะต้องสอบคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์และเคมีโดยสถานทูตจีนหรือผลการเรียนในระดับมัธยมปลายในประเทศตน
9 ผู้สมัครเรียนปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ การจัดการ จะต้องมีผลสอบคณิตศาสตร์โดยสถานทูตจีน
10 ผู้ที่สมัครในประเทศจีนในหลักสูตรปริญญาตรีจะต้องมีผลการสอบเข้าและ Admission Notice ของสถาบันจีน
11 ผู้สมัคร Chinese Culture Research Fellowshipจะต้องมีเอกสารผลงานที่ตีพิมพ์ของตน
การสนับสนุนทางการเงิน
1 ทุนการศึกษาเต็มจำนวน
1.1 จะได้รับการยกเว้นค่าลงทะเบียน ค่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์การเรียนวิชาอิสระและที่พัก
1.2 ได้รับประกันสุขภาพที่เทียบเท่ากับนักเรียนจีน
1.3 ค่าครองชีพ นักศึกษาปริญญาตรีและนักศึกษาภาษาจีน จะได้รับ 1,400 หยวนต่อเดือน นักศึกษาปริญญาโทและนักวิชาการทั่วไปได้รับ 1,700 หยวน ต่อ เดือน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิชาการอาวุโส 2,000 หยวน ต่อ เดือน
1.4 การเดินทางระหว่างประเทศซึ่งครอบคลุมไปถึงความเร่งด่วนในการส่งเอกสารยกเว้นว่าจะไม่มีความเห็นชอบจากผู้ให้ทุน
1.5 ทุนให้บางส่วน ค่าตั๋วรถไฟ (ที่นั่งธรรมดา สำหรับการเดินทางแบบข้ามคืน) จะจัดให้กับผู้ที่เดินทาง
ย้ายจากเมืองที่ผ่านเข้ามา เพื่อจะไปยังเมืองที่สถาบันตั้งอยู่
เดินทางไปจากเมืองที่สถาบันรับทุนตั้งอยู่
เดินทางจากเมืองที่ไปพัฒนาภาษาจีนมายังเมืองที่สถาบันตั้งอยู่
2 ทุนการศึกษาบางส่วน
ครอบคลุมหนึ่งข้อหรือบางข้อของทุนการศึกษาเต็มจำนวน
ข้อกำหนดในการรับทุน
1 ผู้สมัครทุนข้างต้นทั้งหมด จะต้องมีความสามารถทางภาษาจีน (ยกเว้นนักเรียนที่เรียนภาษาจีนที่สมัครเรียนคอร์สที่สอนด้วยภาษาต่าง ประเทศ) ส่วนผู้ที่มีผลความรู้ภาษาจีนไม่ได้มาตรฐานจะต้องเรียนภาษาจีนก่อน โดยเรียนไม่เกิน 2 ปีและระยะการให้ทุนจะยืดไปโดยอัตโนมัติสำหรับนักเรียนปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ส่วนระยะเวลาเรียนภาษาจีนของนักศึกษาทั่วไป และนักศึกษาอาวุโสจะถูกรวมอยู่ในเวลาเรียนของทุนที่ได้
2 CSC (The China Scholarship Council) จะพิจารณาเอกสารการสมัครทุกใบที่ได้รับจากผู้สมัคร และส่งไปยังสถาบันที่ผู้สมัครเลือกโดยกระทรวงศึกษาของจีน ตามคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตัวผู้สมัคร โดยสถาบันนั้นๆ จะเป็นผู้คัดเลือกว่าจะรับหรือไม่รับผู้สมัคร
3 ผู้สมัครปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกจากต่างประเทศสามารถที่จะเข้าเรียนในสถาบันที่เหมาะสมภายใน 1ปี นักเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎถ้าผ่านการสอบเข้าหรือผ่านคอร์สที่ต้องการคะแนน ทั้งหมดจะถูกนำไปรวมกัน นักเรียนต้องผ่านการสอบเข้าหรือต้องสอบตามคอร์สที่กำหนด ในช่วงก่อนที่จะไปเรียนวิชาเอกของตน จะต้องเทคคอร์สภาษาจีนก่อนถ้าจำเป็น หากสอบภาษาจีนไม่ผ่าน จะต้องหยุดการเรียนและกลับประเทศตน
4 CSC จะส่งรายชื่อของนักเรียนที่ได้รับทุน, visa Application the study in china (JW 201) และAdmission Notice ไปที่ผู้มีอำนาจจัดการด้านทุนของประเทศนั้นๆภายใน 31 กรกฎาคมและผู้มีอำนาจด้านนี้จะส่งเอกสารไปให้นักเรียนเมื่อนักเรียนได้รับ เอกสารดังกล่าวแล้วจึงไปยื่นเรื่องขอวีซ่า

มหาวิทยาลัยหัวเฉียวสาธารณรัฐประชาชนจีนมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทย

ทุนการศึกษาข้าราชการ ณ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว สาธารณรัฐประชาชนจีน รุ่นที่ 11
สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย – จีน ร่วมกับสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล แห่ง คณะรัฐมนตรี และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความประสงค์จะมอบทุนการศึกษาแบบ ให้เปล่าและไม่มีเงื่อนไข ให้แก่ข้าราชการและพนักงานของรัฐทุกส่วนราชการ เพื่อศึกษาภาษาจีน ที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 1 ปี โดยมหาวิทยาลัยหัวเฉียวจะสนับสนุนค่าเทอม มูลค่าทุนละ 15,000 หยวน/ทุน และค่าที่พักให้ตลอดระยะการศึกษา มูลค่า 5,600 หยวน/คน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ หน่วยงานต้นสังกัดหรือผู้รับทุนต้องรับผิดชอบเอง
โดย มีรายละเอียดคุณสมบัติของผู้สมัครรับทุน ทุนที่จะได้รับ ค่าใช้จ่ายที่ผู้รับทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม รายละเอียดตามแนบด้านล่าง
สำนัก ความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. ขอประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษาภาษาจีนแก่ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีความประสงค์จะสมัครรับทุนตาม เงื่อนไขที่กำหนด โดยสามารถสมัครผ่านหน่วยงานต้นสังกัดของท่านเพื่อพิจารณา และส่งเอกสารหลักฐานการสมัครไปยังสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. ภายในวันที่ 23 มกราคม 2558 เพื่อจะได้เสนอชื่อผู้สมัครไปยังสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย - จีน พิจารณาคัดเลือกต่อไป
        ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. หมายเลขโทรศัพท์ 02 628 5646 ต่อ 113 หรือ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน หมายเลขโทรศัพท์ 02 585 5883 , 02 587 8080
ผู้สนใจสามารถดาวน์โฟลด : ข้อมูลและรายละเอียดของทุนการศึกษาแบบฟอร์มการขอทุนการศึกษาภาษาจีน         

นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ในประเทศไทย พ.ศ. 2554–2555

นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ในประเทศไทย พ.ศ. 2554–2555
 ธีระพงศ์ สันติภพ*

       บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษา ระดับปริญญาโทและเอก ในประเทศไทยในด้านประเทศภูมิลำเนาของนักศึกษา สถาบันที่เลือกศึกษา และแหล่งทุนของนักศึกษา โดยศึกษา จากข้อมูลทุติยภูมิที่เป็นการสำรวจนักศึกษาต่างชาติในสถาบันอุดมศึกษา ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554– กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่าเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท 3,380 คน และระดับปริญญาเอก 721 คน จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 107 แห่ง
       นักศึกษาระดับปริญญาโทเป็น นักศึกษาจีนมากที่สุดร้อยละ 22 รองลงมาคือนักศึกษาลาวร้อยละ 13 และพม่าร้อยละ 11
        นักศึกษาระดับปริญญา เอกเป็นนักศึกษาอินโดนีเชียมากที่สุดร้อยละ 14 รองลงมาคือจีนร้อยละ 11 และลาวร้อยละ 10
       สถาบันอุดมศึกษา ที่นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนมากที่สุดในระดับปริญญาโทคือมหาวิทยาลัย มหิดลร้อยละ 12 รองลงมาคือมหาวิทยา ลัยอัสสัมชัญร้อยละ 10 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร้อยละ 10
         ในระดับปริญญาเอกคือมหาวิทยาลัยมหิดล ร้อยละ 19 รองลงมาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร้อยละ 15 และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร้อยละ 11
          แหล่งทุนที่สำคัญตามลำดับคือทุนหน่วยงานไทย ทุนหน่วยงานต่างประเทศ และทุนส่วนตัว


 บทนำ

ในปัจจุบันสถานการณ์และการพัฒนาของการศึกษานานาชาติในไทยในระดับอุดมศึกษาได้มีการพัฒนาอย่าง ก้าวกระโดดและเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกระแสโลกที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง และเชื่อมโยงกับนานาชาติได้รวดเร็ว และมีความสะดวกขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา (มัทนา, 2558) การเผยแพร่ ข่าวสารการศึกษาของสถาบันการศึกษาในไทยได้มีการขยายเครื่อข่ายทางด้านการศึกษานานาชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพื่อการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ มีมากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยก็มีการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและเชื่อมโยงกับการศึกษากับ ต่างประเทศ ดังเซ่น มีการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อการร่วมมือทางด้านการศึกษา นอกจากอาเซียน ก็มืการร่วมมือกันทางการศึกษาอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชียและแปซีหิเกตลอดจนภูมิภาคอื่น โดยมิการแลกเปลี่ยน นักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ ของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยกับต่างประเทศ การมิหลักสูตร

นานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนและเจดการเรียนการสอนในหลายสาขาวิชา (ภัทณิดา, 2558; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2558) เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติได้และเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติในไทย นอกจากนี้ นักศึกษาต่างชาติที่มาศึกษาในสถาบันการศึกษาในไทยหลายแห่งก็อยู่ภายใต้การสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยง ทางต้านการเรียนการสอนกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และสถาบันการศึกษาในต่างประเทศก็มิเครือข่าย ในประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันในหลายบริบทนอกเหนือจากการเรียนการสอน การปฏิบัติการร่วมกัน ทางด้านการวิจัยและร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม (ผู้จัดการออนไลม่, 2558; กรมส่งเสริมการส่งออก, 2558)

ประเทศไทยได้เปรียบเพราะอยู่ระหว่างกลางของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน คือ ลาว พม่า กัมพูซา มาเลเซีย และเวียดนาม และในสภาวะที่กลุ่มอาเซียนกำลังอยู่ในช่วงการเตรียมการเพื่อรวมตัวเป็นประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน โดยไทยมีการพัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มืการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรนานาชาติ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษามาอย่างต่อเนื่อง (Chang, 2004) ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา ทั้งของรัฐและเอกซนจำนวน 107 แห่งทั่วประเทศที่มีนักศึกษาจากต่างประเทศแยกเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 64 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษาของเอกซน จำนวน 43 แห่ง (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา, 2557) โดยมี หลักสูตรนานาซาติจำนวน 844 หลักสูตร ที่มีความพร้อมในการที่จะรองรับนักศึกษาจากต่างประเทศ

ความเป็นนานาซาติของสถาบันการศึกษาและการเป็นประเทศที่ไม่ข้อจำกัดทางด้านศานาและวัฒนาธรรม ในไทยก็อาจเป็นแรงดึงดูดให้นักศึกษาจากต่างประเทศมีความสนใจที่จะเข้ามาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของ ประเทศไทยมากขึ้น (วลัย, 2555; รารีนื, 2554) และมีแนวโน้มว่านักศึกษาต่างซาติจะเข้ามาศึกษาในไทยเพิ่มขึ้น ในระดับปริญาโทและเอก ดังเช่นในปีการศึกษา 2551 มีนักศึกษาต่างซาติระดับปริญญาโท ร้อยละ 16 และระดับ ปริญญาเอกร้อยละ 2 เพิ่มเป็นร้อยละ 23 ในระดับปริญญาโท และร้อยละ 4 ในระดับปริญญาเอก ในขณะที่ระดับ ปริญญาตริและระดับประกาศนืยบัตรกลับลดลง โดยลดลงจากร้อยละ 65 และร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 61 และร้อย ละ 9 ในปีการศึกษา 2555 (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา, 2551; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา, 2557) อันเนื่องมาจากการขยายเครือข่ายของสถาบันการศึกษาในไทยและต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายและ การพัฒนาการศึกษานานาซาติตามที่กล่าวมา บริบทคุณลักษณะนักศึกษาต่างซาติระดับปริญญาโทและเอกในไทย เป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาและวิเคราะห์ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษานานาซาติ เพราะ เป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาประเทศไทยซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและลังคมโดยรวม (บัญญัติ, 2546)
บทความนี้มีจุดประสงค^พื่อศึกษาคุณลักษณะของนักศึกษาต่างซาติระดับบัณฑิตศึกษาในเรื่องประเทศที่เป็น ภูมิลำเนา สถาบันที่เลือกศึกษา และแหล่งทุนการศึกษา

ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิทางการเรียนของนักศึกษาจีนมหาวิทยาลัยบูรพา

ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิทางการเรียนของนักศึกษาจีนมหาวิทยาลัยบูรพา

      อุดมศึกษาไทยจำนวนมากเปิดหลักสูตร นานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน มากกว่า 727 หลักสูตร 588 สาขาวิชา ทั้งในปริญญา ตรีและระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรนานาชาติเหล่านี้ ได้ดึงดูดให้มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในสถาบัน อุดมศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสถาบัน อุดมศึกษาไทยทั้งในสังกัดและในกำกับของสำนักงาน คณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนในช่วงเวลาตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2552 ถึงเดือนกรกฎคม 2553 จำนวน 103 แห่ง ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา มี นักศึกษาต่างชาติจำนวน 20,155 คน มีนักศึกษาจีนมี จำนวน 9,329 คน คิดเป็นร้อยละ 46.29 เป็นอันดับ หนึ่งของนักศึกษาต่างชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา, 2553)โดยการจัดการศึกษามุ่งเน้นคุณภาพ ผลสัมฤทธี้มักจะถูกน่ามาเป็นประเด็นในการศึกษาเสมอ เนื่องจากผลสัมฤทธี้ทางการเรียนเป็นตัวแสดงถึงความ สำเร็จของการศึกษา ผลสัมฤทธี้ลูกน่าใช้วัดความสำเร็จ ด้านการเรียนของผู้เรียน (สุรัตน์ เตรียวเจริญ, 2543, หน้า 2) แผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 มีนโยบายการศึกษาที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะ 4 ปี ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ว่า เพิ่มผลสัมฤทธี้ ของการศึกษาทุกระดับชั้นโดยวัดผลจากการผ่านการ ทดสอบมาตรฐานในระดับชาติและนานาชาติ (สำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2554, หน้า 88)

       มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นสถาบันอุดมศึกษา ประจำภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นมหาวิทยาลัย สมบูรณ์แบบ การจัดการศึกษามีมาตรฐาน วิสัยทัศน์ ของมหาวิทยาลัยบูรพาคือ สร้างคนคุณภาพ สร้าง ปัญญาให้แผ่นดินด้วยคุณภาพการศึกษาระดับสากล เพื่อน่าพาลังคมสู่ลังคมอุดมปัญญาที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน การพัฒนาและการเข้าสู่สากลของมหาวิทยาลัยบูรพามี ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษามีจำนวนไม่น้อย
       ชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน มากกว่า 727 หลักสูตร 588 สาขาวิชา ทั้งในปริญญา ตรีและระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรนานาชาติเหล่านี้ ได้ดึงดูดให้มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในสถาบัน อุดมศึกษาไทย นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสถาบัน อุดมศึกษาไทยทั้งในสังกัดและในกำกับของสำนักงาน คณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนในช่วงเวลาตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2552 ถึงเดือนกรกฎคม 2553 จำนวน 103 แห่ง ทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา มี นักศึกษาต่างชาติจำนวน 20,155 คน มีนักศึกษาจีนมี จำนวน 9,329 คน คิดเป็นร้อยละ 46.29 เป็นอันดับ หนึ่งของนักศึกษาต่างชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา, 2553)โดยการจัดการศึกษามุ่งเน้นคุณภาพ ผลสัมฤทธี้มักจะถูกน่ามาเป็นประเด็นในการศึกษาเสมอ เนื่องจากผลสัมฤทธี้ทางการเรียนเป็นตัวแสดงถึงความ สำเร็จของการศึกษา ผลสัมฤทธี้ลูกน่าใช้วัดความสำเร็จ ด้านการเรียนของผู้เรียน (สุรัตน์ เตรียวเจริญ, 2543, หน้า 2) แผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 มีนโยบายการศึกษาที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะ 4 ปี ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ว่า เพิ่มผลสัมฤทธี้ ของการศึกษาทุกระดับชั้นโดยวัดผลจากการผ่านการ ทดสอบมาตรฐานในระดับชาติและนานาชาติ (สำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2554, หน้า 88)

          มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นสถาบันอุดมศึกษา ประจำภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นมหาวิทยาลัย สมบูรณ์แบบ การจัดการศึกษามีมาตรฐาน วิสัยทัศน์ ของมหาวิทยาลัยบูรพาคือ สร้างคนคุณภาพ สร้าง ปัญญาให้แผ่นดินด้วยคุณภาพการศึกษาระดับสากล เพื่อน่าพาลังคมสู่ลังคมอุดมปัญญาที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน การพัฒนาและการเข้าสู่สากลของมหาวิทยาลัยบูรพามี ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษามีจำนวนไม่น้อย
         อีกทั้ง ยังทำให้มหาวิทยาลัยปรับรุงด้านการจัดการศึกษา ด้านบริการและด้านต่าง ๆมาตลอด และพัฒนาเพื่อเดิน เก้าสู่มหาวิทยาลัยสากล (Wei, 2553, p.2) ในปีการ ศึกษา 2554 มีนักศึกษาจีนทั้งหมด 421 คน คิดเป็น ร้อยละ 59.5 ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด 710 คน นักศึกษาจีนกระจายศึกษาอยู่ตามคณะต่าง ๆ และสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก รวมทั้ง หลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรทั่วไปต่าง ๆ แต่นักศึกษา จีนยังประสบปัญหาในการเรียนหรือในการเรียนและใน ด้านต่างๆ ผลการวิจัยของ เหวย (Wei, 2553, pp. 7071) ได้สรุปความคิดเห็นของอาจารย์ของมหาวิทยาลัย บูรพา 10 คนที่สอนภาษาไทยให้แก'นักศึกษาจีนไว้ว่า เมื่อนักศึกษาจีนมาเรียนที่ประเทศไทย ต้องปรับในด้าน ภูมิอากาศ สังคม การเมือง กฎระเบียบสถานภาพทาง เศรษฐกิจ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมไทยและชีวิตความ เป็นอยู่ของคนไทยมากยิ่งขึ๊นนักศึกษาจีนต้องเรียนรู้ด้วย ตัวเองพร้อม ๆ กับการปรับตัวให้สามารถเข้ากับกลุ่ม เพื่อนที่เป็นชาวไทย อีกทั้ง นักศึกษาจีนส่วนมากไม่มี ความตระหนักในการทำงานเป็นทีม ชอบต่างคนต่างทำ นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาจีนที่ไปทำงานพิเศษเพื่อหาเงิน เป็นจำนวนมาก ทำให้นักศึกษาจีนส่วนหนึ่งไม'มีเวลา ทำการบ้านและอ่านหนังสือไม่สามารถทุ่มเทกับการเรียน ไต้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก
         จากสภาพ และปัญหาดังกล่าว เนื่องจากว่ายังไม่เคยมีคนทำการ ศึกษาที่เกี่ยวข้องมาก่อน ผู้วิจัยจึงสนใจทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธี้ทางการเรียนของนักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อให้ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถน่า ไปใช้เป็นข้อมูลและแนวทางให้นักศึกษาจีนในการพัฒนา ปรับปรุงตนเอง เพื่อให้ผลลัมฤทธี้ทางการเรียนของ นักศึกษาจีนดืยิ่งขึ๊น และเป็นข้อมูลแก่ผู้ปกครอง สถาบัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการจัดการศึกษา และการบริการสำหรับนักศึกษาจีนให้มีประสิทธิภาพสูง ขึ๊น ยกระตับคุณภาพการจัดการศึกษานานาชาติของ มหาวิทยาลัยบูรพา

ต้อนรับนักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ต้อนรับนักศึกษาจีน


มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  นำโดย ดร.ศุทธินี ชวนไชยสิทธิ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ ดร. จันทร์ปรียา บุณยรัตพันธุ์  รองคณบดีฝ่ายวิชาการ  คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์  พร้อมด้วยคณาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์  เจ้าหน้าที่กองวิเทศสัมพันธ์  ร่วมให้การต้อนรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชนชาติกวางสี ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  ใน โอกาสที่มาศึกษาวิชาภาษาไทยกับคณาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นเวลา 10 เดือน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาจีนได้พบอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาไทยที่จะเป็น พี่เลี้ยง  รวมถึงรับฟังวิธีปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิตตลอดการเรียนการศึกษาในรั้ว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ณ ห้องเรียนรวม 9701 อาคาร 9 ชั้น 7  เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558

http://ftp.utcc.ac.th/index.php/th/news/prnews_detail/5231

การศึกษาแบบสากล นักศึกษาต่างชาติใน SISU

การศึกษาแบบสากล

นักศึกษาต่างชาติใน SISU
นับตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๗๐ เมื่อจีนมีนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศเป็นต้นมา  ก็มีนักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ มาเรียนที่มหาวิทยาลัยฯ ทั้งแบบระยะสั้นและเรียนหนึ่งเทอม นับจนถึงทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้รับนักศึกษาต่างชาติจาก ๙๐ ประเทศ/เขต รวมแล้ว ๓ หมื่นกว่าคน  ใน ๕ ปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนภาษาจีนและวิชาอื่น ๆ ปีละ ๔๐๐๐ กว่าคน นักศึกษาแลกเปลี่ยนเหล่านี้ ได้มีโอกาสพัฒนาความเข้าใจวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างดีมากขึ้น และมหาวิทยาลัยฯได้ส่งเสริมการติดต่อและเพิ่มพูนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของประเทศต่างๆทั่วโลกลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นักศึกษาจีนไปเรียนนอกประเทศ
มหาวิทยาลัยฯ ให้ความสำคัญในการขยายโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับนานาชาติ เพื่อทำให้นักศึกษาและนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ มีวิสัยทัศน์ระดับโลก เมื่อได้ไปศึกษาในบรรยากาศพหุวัฒนธรรม
นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่จะมีโอกาสไปเรียนที่มหาวิทยาลัยพันธมิตรในต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งเทอม  บางคณะมีโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศเป็นเวลาสองเทอม ทั้งยังมีโครงการแลกเปลี่ยนฯในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวอีกด้วย
ปัจจุบันนี้ เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรนานาชาติเป็นจำนวนมากด้วยโครงการหลากหลายรูปแบบ เช่น โครงการ1+33+2 ในระดับปริญญาตรี   โครงการปริญญาโทคู่ขนาน และโครงการการความร่วมมือระดับปริญญาเอกเป็นต้น

http://th.shisu.edu.cn/global/study-abroad/

50 ข้อความจริง...ชีวิตนักเรียนไทยในจีน (ฮามาก!!)

50 ข้อความจริง...ชีวิตนักเรียนไทยในจีน (ฮามาก!!)

50 ข้อความจริง...ชีวิตนักเรียนไทยในจีน (ฮามาก!!)
1. นักเรียนต่างชาติมักจะมี 电动车 (มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า) รุ่นที่เครื่องแรงๆ ทำให้พวกยามมีการตั้งจุดตรวจเพื่อจับรถที่แรงๆ บ่อยๆ ถึงขั้นยึดรถกันเลยทีเดียว 
2. มหาลัยที่จีนไม่มีศาลเจ้า ศาลพระภูมิ หรือพระวิษณุกรรมประจำมหาวิทยาลัย ส่วนมากมีรูปปั้นผู้สถาปนามหาวิทยาลัย แต่ไม่มีใครไปบูชาอะไร เด็กจีนก็ไม่ทำความเคารพด้วย แต่ถ้าเห็นเครื่องสักการะ อาหารคาวหวานหรือธูปเทียนวางอยู่หน้ารูปปั้น ให้สันนิษฐานว่าเป็นของนักเรียนไทย 
3. ใครที่มีมือถือผิงกั๋ว (ไอโฟน) มีโอกาสโดนขโมยล้วงจากกระเป๋าได้ง่ายกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ
4. ฤดูหนาวตอนตีห้าครึ่ง เด็กไทยเพิ่งตีดอท (เกม DotA) เสร็จ แล้วเดินออกมาหาอะไรกิน จะเดินสวนกับเด็กจีน(จำนวนมาก) ที่เดินฝ่าความหนาวติดลบห้าองศา  เพื่อไปหา(แย่ง)ที่อ่านหนังสือในตึกเรียน
5. หน้าหนาวตอนเช้าๆ (-1 องศา) จะมีหนุ่มๆ จีนถอดเสื้อเปลือยท่อนบน วิ่งรอบสนามบอลเพื่อฝึกพลังหยินหยาง ใครชอบหนุ่มจีนหุ่นล่ำบึ๊กมาดูได้
6. ในมหาวิทยาลัยมักมีงูเขียวรัดกัน (คู่หนุ่มสาวที่พลอดรักกัน) มีหลายคู่ทีเดียว ดึกแค่ไหนก็ยังมีนั่งกันอยู่ ยกเว้นฤดูหนาว
7. อย่าคิดว่าเรียนแพทย์ที่จีนจะต้องเรียนฝังเข็มอย่างเดียว  ที่นี่มีหลักสูตรแพทย์ภาษาอังกฤษเปิดมาหลายปี เด็กที่จบส่วนใหญ่ได้งานที่อเมริกา
8. นักเรียนจีนโดยมากเรียนจบป.ตรีแล้วจะเรียนต่อป.โทเลย และจบป.โท ก็จะต่อป.เอกเลย ดังนั้นพวกที่เรียนระดับป.โท-ป.เอกจะอายุไม่มาก และมักจะมาแต่งงานในช่วงที่เรียนต่อโทเอกนี่แหละ ทำให้นักเรียนต่างชาติอย่างเราได้มีประสบการณ์ไปงานแต่งงานเพื่อนคนจีน
9. การให้ของขวัญแต่งงานคนจีนนิยมให้เงินกัน ต้องใส่เป็นเลขคู่ สนิท น้อย 200 หยวน สนิทมาก 800 หยวน และปกติทั่วไปใส่กัน 600 หยวน คูณห้าเข้าไปจะเป็นเงินบาท (เพื่อนคนไทยขนาดสนิทๆ กัน ยังไม่ใส่ขนาดนี้เลย)

10. เพื่อนคนจีนจะงงมากว่าทำไมเราร้องเพลงของเติ้งลี่จวิน หรือ เพลงซินหยวนหยางหูเตี่ยเมิง (เพลงเปาบุ้นจิ้น) ได้
11. นักเรียนจีนที่แต่งงานปุ๊บจะรีบมีลูกทันที เพราะเด็กจะมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงอยู่แล้ว
12. เพื่อนคนจีนบอกว่านโยบายลูกคนเดียวไม่ดี ทำให้เด็กจีนเห็นแก่ตัว เพราะได้รับการโอ๋และตามใจจากผู้ใหญ่
13. เพลงเพราะๆ ที่เด็กจีนฟัง มักเป็นเพลงไต้หวัน
14. ห้องสมุดเปิด 8 โมงเช้า แต่เด็กจีนเป็นร้อยๆ คน มารอเข้าห้องสมุดตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง
15. ถ้าจะหาที่นั่งในห้องสมุดใหญ่ของมหาลัยตอนเที่ยง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงได้ที่นั่ง
16. ในหน้าหนาว ถ้าเปิดประตูห้องเรียน สิ่งแรกที่จะลอยมาเตะจมูกคุณให้ชะงักก็คือ “กลิ่นหืน” ของเด็กจีน (คอนเฟิร์มว่ากลิ่นเดียวกันทั้งประเทศ) 
17. คนจีนใส่เสื้อขนเป็ดข้ามปีโดยไม่มีการซัก เขาจะตากแดดเฉยๆ นี่คือที่มาของกลิ่นหืน
18. พอหน้าหนาว เด็กจีนตามหอพักจะดีใจ โดยเราจะทึ่งเมื่อได้ยินเหตุผลว่า “หน้าหนาวแล้วเราก็ไม่ต้องอาบน้ำกันแล้วสิ เย้ๆๆๆ” เอิ่มมมม 
19. ในห้องเรียน นักเรียนคนจีนจะนิยมเปิดคอมพ์ไปด้วย พวกนั่งหน้าๆ จะพิมพ์คำพูดอาจารย์ไปด้วย ส่วนพวกหลังๆ จะเล่น qq (โปรแกรมแชทของจีน)

20. ในห้องเรียนจะเงียบมาก ไม่มีการคุยกัน ไม่มีการกินขนม ถ้าใครกินโน่นกินนี่และดื่มน้ำอัดลมไปด้วย สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าเป็นคนไทย 
21. เด็กจีนจะรักษาเวลาในการเข้าห้องเรียนมากกว่าเด็กนักเรียนไทย 
22. ถ้าเราพกปลั๊กสามตาไปต่อคอมพ์ในห้องเรียน นักเรียนคนจีนโดยเฉพาะสาวๆ หน้าตาดีๆ จะขอมานั่งข้างๆ เพื่อใช้ปลั๊กด้วย 
23. สาวจีนขาเรียวสวยมาก และสาวจีนในมหาลัย (ส่วนมาก) นิยมใส่กระโปรงสั้น(มว๊ากกก) มีน้องผู้หญิงเกาหลีไปถามว่า ใส่สั้นแบบเนี้ย  ไม่กลัวคนมองเหรอ  สาวจีนบอกว่า  คนมองสิต้องอาย! -*-   มาคิดดีๆ ก็จริงของเค้า
24. ยืนยันว่าสาวไทยสวยกว่าสาวจีน คอนเฟิร์มมมมมมมม!
25. แต่สาวจีนหนองโพเยอะกว่าสาวไทย โดยเฉพาะสาวที่มาจากมณฑลเฮยหลงเจียง (เนื่องจากอากาศหนาว เลยมีการสะสมไขมัน อืมมมมม วิชาการหน่อย)

26. การขับรถจ่อท้ายรถคันหน้า เปิดไฟสูง และบีบแตรไล่ดังสนั่น เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับได้ ในทำนองเดียวกัน การขี่จักรยานปาดหน้าก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

27. เกย์ไทยมักเป็นสไตล์ที่สาวจีนส่วนใหญ่ชอบ (เกย์ไทยดูดี แต่งตัวดี ถูกใจอาหมวย)  

28. นักศึกษาจีนที่เป็นเกย์มักจะเป็นพวกเงียบๆ ไม่แสดงออก  แล้วก็มาถามเราว่ากระเทยไทยที่แต่งหญิงนี่เพราะโดนบังคับเหรอ  เราเลยโม้ทับไปเลยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกเพศที่ตัวเองอยากเป็น จำไว้ด้วย
29. หนุ่มจีนไม่นิยมเหล่สาว แต่จะเข้าไปจีบเลย
30. หญิงจีนชอบรุก โดยผู้ชายต่างชาติที่สาวจีนจะเข้ามาจีบ มักจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ดี แล้วต้องดูมีฐานะด้วย
31. คำว่าฐานะดีในสายตาของสาวจีนที่มหาวิทยาลัยคือ มีมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าขับ มีรถยนต์ขับ มือถือไอโฟนและไอแพด รองเท้าไนกี้หรืออาดิดาส  เสื้อผ้าแบรนด์นอก ที่สำคัญต้องไม่ใช่พวกนักเรียนที่ได้ทุนของจีนมาเรียน
32. ถ้าสาวจีนขอเบอร์โทรศัพท์ ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบคุณนะ เขาแค่อยากเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง 
33. ถ้าสาวจีนอยากเป็นแฟนกับคุณล่ะ? เขาจะขอเบอร์ qq แล้วชวนไปกินข้าวหรือชวนไปเที่ยวบ้าน
34. ถ้าสาวจีนเอ่ยปากชวนคุณว่า  “เราไปสนุกกันเถอะ!” (我们一起去玩儿吧) ไม่ได้หมายความว่าจะชวนคุณไป “ซั่ม”  แต่ชวนไปเดินเล่นเฉยๆ เท่านั้นเอง อย่าคิดมาก
35. ตอนเย็นๆ อากาศดีๆ ถ้าไปเดินรอบๆ อ่างน้ำในมหาลัย (ขอเรียกว่าทะเลสาบดีกว่า) เกิดอารมณ์สุนทรีย์ ก็หยิบมือถือไฮโซมาถ่ายรูปวิวมหาลัย พอเสียง “แชะ” ดังขึ้น ก็มีคู่ชายหญิงโผล่มาจากพุ่มไม้ ตะโกนถามว่า จะถ่ายทำไม? 
36. มาทางสาวไทยกันบ้าง  สาวไทยที่มาจีนหลายคนกะจะมาเล็งหนุ่มเกาหลีที่มีอยู่เกลื่อนมหาลัย  แต่มักจะได้แฟนเป็นเด็กแขกแทน โดยเด็กแขกที่เป็นแฟนกับสาวไทย จะเป็นแขกที่ไม่มีกลิ่นแขก มักนิสัยดี และมาจากครอบครัวดี
37. สาวไทยมักเป็นที่หมายตาของเด็กแขกและพวกอดีตสหภาพโซเวียต ขนาดเพ้อหากันเลยทีเดียว ยิ่งตัวเล็กๆ อวบๆ พวกนี้จะชอบเป็นพิเศษ

38. ซื้อจักรยานใหม่ต้องดูให้ดีๆ  บางทีอาจเจอคนมาบอกว่า เมื่อวานจักรยานคันนี้ยังเป็นของเขาอยู่เลย

39. อย่าคิดว่าเมืองจีนไม่มีผี  น้องคนไทยเจอกันหลายคนแล้ว โดยเฉพาะน้องที่มาเรียนแพทย์อินเตอร์ ดังนั้นน้องคนไทยบางคนเลี้ยงกุมารทองด้วย
40. เรียนป.เอกที่จีน ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้เรื่องทางวิชาการของโลกตะวันตก เพราะที่นี่เราจะใช้ตำราและงานวิจัยที่ทันสมัย เหมือนมหาลัยชั้นนำในยุโรปและอเมริกาทุกประการ ศาสตราจารย์รุ่นใหม่ๆ ก็จบจากมหาลัยท็อป 5 จากอเมริกา
41. ละครไทยทางช่อง CCTV8 และ HTV(Hangzhou TV) มักจะถูกเปิดในโรงอาหาร ทำให้ภาพพจน์คนไทยในสายตาคนจีนมีอะไรมากกว่า คำว่า "กีฬาสี" และ "กระเทย"
42. ละครเรื่องวนิดาทำให้สาวจีนมาขอแอด QQ หลายร้อยคน 
43. สาวนักศึกษาจีนที่ชอบละครไทยมักจะจิ้นว่า หนุ่มไทยต้องหล่อ เท่ห์ สุภาพ เจ้าชู้มีเสน่ห์ แบบพี่ติ๊กเจษ
44. สาเหตุที่สาวจีนไม่โกนขนรักแร้...เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นผู้หญิงอย่างว่า ดังนั้นเวลาขึ้นรถเมล์แล้วเห็นสาวจีนหน้าตาสวยๆ ใส่เสื้อแขนกุด อย่าเผลอไปยืนใกล้ๆ
45. สาวจีนหนุ่มจีนที่อายุต่ำกว่า 30 หาคนอ้วนยากมาก ใครอ้วนมากจะเด่นมาก
46. นักศึกษาคนจีนส่วนมากเวลาเห็นนักศึกษาชาวต่างชาติกำลังตกยาก พวกเขาจะช่วยอย่างสุดความสามารถจนกว่าเราจะ happy ending
47. นักเรียนเกาหลีที่นี่ครองแชมป์เพราะมีจำนวนเยอะที่สุด สาเหตุคือเรียนที่จีนราคาถูกกว่าที่เกาหลี
48. เด็กนักเรียนจีนถ้าอายุ 23 ยังไม่มีแฟนจะเดือดร้อนและกระวนกระวายมาก (ภาษาจีนใช้คำว่า เจ๋าจี๋)
49. อาจารย์แพทย์คนจีนของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ยอมรับว่าศัลยกรรมที่ประเทศไทยก้าวหน้ากว่าจีน โดยเฉพาะเรื่อง “แปลงเพศ”
50. วันไหนแต่งตัวเว่อร์ๆ คนจีนเป็นจำนวนมากจะถามว่า “เป็นคนเกาหลีหรือเปล่า?” และคนเกาหลีที่นี่นึกว่านิชคุณเป็นคนจีน พอรู้ว่านิชคุณเป็นคนไทย เขาจะมองเราตั้งแต่หัวจรดเท้า
 
http://www.numkao-china.com/articles/42069539/50-ข้อความจริง...ชีวิตนักเรียนไทยในจีน-(ฮามาก!!).html

สถาบันภาษา มช.ต้อนรับนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยเฉิงตู

สถาบันภาษา มช.ต้อนรับนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยเฉิงตู

IMG_0564
IMG_0532
IMG_0428
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้การต้อนรับ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเฉิงตู ประเทศจีน จำนวน 48 คน สาขาวิชาภาษาไทย ที่จะเข้ามาเรียนภาษาและวัฒนธรรมไทย กับสถาบันภาษา มช. เป็นระยะเวลา 9 เดือน

http://www.li.cmu.ac.th/รูปภาพนักศึกษา-จากมหาวิ/

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

นักศึกษาจีนมุ่งเรียนสาขาบริหารธุรกิจในไทยรับตลาดการค้าเสรีอาเซียน

ปฐมนิเทศนักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน


ปฐมนิเทศนักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

15 พ.ค. 2558 สำนักงานวิเทศสัมพันธ์ และวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงานปฐมนิเทศนักศึกษาจีน จากมหาวิทยาลัยซีอาน (Xi’an University) สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการพัฒนาความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัยซีอาน วิทยาลัยนานาชาติ และสำนักงานวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมี ดร. ก่อศักดิ์ อาชวากร ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นประธานกล่าวต้อนรับ โดยนักศึกษากลุ่มดังกล่าวจะเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และจะไปฝึกสอนภาษาจีนให้แก่นักศึกษาระดับ ปวช.- ปวส. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนสารสาสน์  1 ภาคการศึกษา ณ ห้อง 12A03 อาคาร 11 มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน

http://www.spu.ac.th/news/40705

พบนักศึกษาจีนแห่สมัครเรียนมหาวิทยาลัยในเชียงรายต่อเนื่อง

พบนักศึกษาจีนแห่สมัครเรียนมหาวิทยาลัยในเชียงรายต่อเนื่อง เผยเทอมใหม่เฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายสมัครแล้ว 70 คน เชื่อแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษานี้ ยังคงมีนักศึกษาชาวจีนจากมณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ มาสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย หรือ มรช. และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.ทศพล อารีนิจ อธิการบดี มรช.กล่าวว่า ปีการศึกษานี้มีนักศึกษาชาวจีนเดินทางเข้ามาสมัครเรียนแล้ว 70 คน ทำให้มีนักศึกษาจีนเรียนอยู่ทุกระดับชั้น 173 คน ส่วนใหญ่จะเข้ามาเรียนวิชาภาษาไทย และวัฒธรรมไทย ในภาพรวมมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียน และจบการศึกษาไปก่อนหน้านี้แล้วกว่า 400 คน ทั้งหมดมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลากหลายหลักสูตร ทั้งเรียนจบครบหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีตามปกติ บางคนมาเรียนอนุปริญญา 2 ปี ช่วงหลังมีความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยของไทย กับมหาวิทยาลัยในจีนตอนใต้มากขึ้น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางการศึกษากัน กล่าวคือ คนจีนบางส่วนเข้ามาศึกษา หรือฝึกอบรมภาษา 1 ปี มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาที่เรียนภาษาไทยในประเทศจีนอยู่แล้ว และเข้ามาขอฝึกสอนที่ จ.เชียงราย 3 เดือน หรือบางครั้งก็เรียนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยของทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ระหว่างกันอีกด้วย
ปัจจุบัน มรช.ได้มีบันทึกข้อตกลงความเข้าใจเพื่อแลกเปลี่ยนฝึกประสบการณ์วิชาชีพนานา ชาติกับหลายมหาวิทยาลัยในจีนตอนใต้ เช่น มหาวิทยาลัยเหอฉือ มหาวิทยาลัยครูฉู่ฉง มหาวิทยาลัยครุศาสตร์วี่ซี มหาวิทยาลัยผู่เอ๋อ มหาวิทยาลัยเจียวถง มหาวิทยาลัยวิทยาลัยทรัพยากรที่ดินแห่งมณฑลยูนนาน และมหาวิทยาลัยครูฉู่ฉง โดยมีการจัดส่งคณาจารย์ และนักศึกษา มรช.ไปศึกษาต่อ ฝึกอบรม ศึกษาดูงาน ประสานความร่วมมือทางการศึกษา และวัฒนธรรมร่วมกัน

28 กรกฎาคม 2014 
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx…

จีนแก้กฎหมายใหม่ เพิ่มโทษนักเรียนที่ทุจริตข้อสอบ จำคุก 7 ปี

จีนแก้กฎหมายใหม่ เพิ่มโทษนักเรียนที่ทุจริตข้อสอบ จำคุก 7 ปี

วัน ที่ 27 ต.ค. เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานว่า นักเรียนนักศึกษาในจีนที่ทุจริตในการสอบ จะมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ตามกฎหมายอาชญากรรมมาตราที่ 284 ที่ถูกปรับปรุงใหม่ และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการสอบเป็นไปอย่างใสสะอาด อย่างไรก็ตาม บทลงโทษจะเป็นไปตามแต่กรณี ว่าหนักหนาสาหัสมากเพียงไร โดยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่จำคุก 3 ปี ถ้าหากถูกจับได้ว่าทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หรือถ้าหากร้ายแรงกว่านี้ก็จะโดนได้ถึง 7 ปี
การทุจริตในการสอบกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากในจีน โดยผู้เรียนสามารถคิดหาวิธีอันแยบยลได้มากมาย ไม่ว่าจะจ้างคนให้ไปสอบแทน หรือบางคนใช้เทคโนโลยี แอบติดแนบอุปกรณ์ขนาดเล็กไว้กับตัว
ศาสตรจารย์หง เต่าเต้อ อาจารย์สอนวิชากฎหมายอาชญากรรมที่มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และกฎหมายจีน เผยว่า ข้อบังคับใหม่ที่ถูกปรับปรุงขึ้นนี้ จะเป็นมาตรการที่เด็ดขาด อันจะช่วยขัดเกลาทั้งความซื่อสัตย์ และทำให้บรรยากาศในการสอบโปร่งใสที่สุด
ที่มา – Khaosod

 

ประสบการณ์สองเดือนแรก ของการไปเรียนภาษาจีนที่ CCNU มหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองอู่ฮั่น

ประสบการณ์สองเดือนแรก ของการไปเรียนภาษาจีนที่ CCNU มหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองอู่ฮั่น2 Months about Studying in China
การไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยในเมืองจีน ในช่วงแรกนั้นจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละที่ ซึ่งการจะให้แต่ละคนที่มาจากต่างพื้นที่ต่างวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตร่วมกันนั้น อาจจะลำบากหน่อย ส่วนเรื่องการเรียนนั้นจะเน้นเรียนแบบเข้มข้นกันในช่วงเช้าตั้งแต่แปดโมง ครึ่งไปถึงตอนเที่ยง ส่วนช่วงบ่ายจะไม่เน้นหนักมากมีกิจกรรมได้ผ่อนคลายกัน ทั้งจับกลุ่มอ่านหนังสือ ช็อปปิ้ง เที่ยวเล่น แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คนไทยหรือหลายๆ ชาติไม่คุ้นเคยก็คือ “นอนกลางวัน” หรือ คำภาษาจีนที่ว่า 睡午觉 (shuì wǔjiào) หมายความว่า นอนหลับ 午 (wǔ) มาจากคำว่า 下午 (xiàwǔ) แปลว่าตอนกลางวัน
คนจีนเคยชินกับวิถีชีวิตแบบนี้ที่จะนอนกลางวันหลังจากทานข้าวมื้อกลางวัน จนถึงบ่ายสองโมง ขอเน้นว่านอนเป็นจริงจังด้วย เหตุผลว่าทำไมถึงนอน มันคือวิถีชีวิตแบบจีน ร่างกายคนเราเหนื่อยและเมื่อยล้ากับการทำงาน เรียนมาครึ่งวัน ศักยภาพที่มีคงไม่เต็มร้อยนักหากต้องเรียนหรือทำงานกันจนถึงตอนเย็นแลย การได้พักผ่อนจะทำให้รู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่งพร้อมเปิดรับและทำงานเต็มที่ในช่วงที่เหลืออีกครึ่งวัน
มันอาจดูแปลกไปนิดโดยเฉพาะในสายตาคนไทยอย่างเรา อย่าว่าคนทั่วไปเลย แม้แต่แอดมินไปแรกๆ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอนหลังเห็นเขานอนก็นอนตามเขา แล้วก้อนอนกลางวันกับเขาบ้าง ไม่ใช่เพื่อพักผ่อนจาการเรียน หากแต่ว่างก็งีบหลับเลย แล้วค่อยมาคิดว่าจะทำอะไรต่อดีในช่วงบ่าย
ชีวิตในช่วงระยะเวลา 1 ปีของการเรียนภาษาจีนในเมืองจีน อาจจะได้เจอเรื่องราวต่างๆ นอกเหนือจากที่เคยเคยเจอ และเป็นช่วงที่จะหาโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียน ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติ ฝึกภาษาได้อย่างฉมังเลยนะ เรียนภาษามันไม่เวิร์คหรอกถ้าอยู่แต่ในห้องเรียน เป็นเรื่องปกติที่มหาวิทยาลัยจะจัดกิจกรรมให้นักศึกษาต่างชาติได้พบปะพูดคุย ทำความรู้จักกัน
บางวันเหล่าซือมักจะพามาเที่ยวและทำกิจกรรมต่างๆ ตามสวนสาธารณะ ไปกันทีเป็น 100 คน มีทั้งนักศึกษาชาวจีนและนักศึกษาต่างชาติ กิจกรรมที่ทำก็จะเหมือนทั่วๆ ไป ปิกนิก เล่นกีตาร์ แถมยังมีการทำซาวข่าว (烧烤) กินด้วย หรือที่เรียกกันว่าบาร์บีคิวจีน มีรสชาติอร่อยสุดยอด
ปล. ตอนนี้มีน้องไปเรียนภาษาจีนที่ CCNU ครบรอบ 2 เดือนแล้ว น้องบอกพอพูดได้บ้าง หูเริ่มกระดิก ตอนนี้ที่นั่นอากาศเริ่มหนาวแล้ว อุณหภูมิ 9 องศา รอให้ผ่านช่วงสอบมิดเทอมนี้แล้วจะขอทดสอบซะหน่อยว่าได้ความรู้ภาษาจีนถึง ระดับไหนแล้ว

http://www.chinamania.co/2015/11/2-months-about-studying-in-china/